Saturday, 28 November 2015

5 ไอเดียเงินล้านจากธุรกิจทำงานที่บ้าน


5 ไอเดียเงินล้านจากธุรกิจทำงานที่บ้าน

คุณเชื่อหรือไม่ในสังคมอเมริกันชน รายได้กว่า 30,000 ล้านดอลล่าร์ มาจากผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจทำงานที่บ้าน (Home-based business) ซึ่งส่วนมากมักดำเนินเพียงแค่คนเดียว (Solopreneur) และก็ไม่ง่ายที่จะสร้างธุรกิจรูปแบบนี้ขึ้นมาให้ประสบความสำเร็จ แต่แนวทางที่เราจะพูดถึงกันในบทความนี้ แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ว่าความสำเร็จในธุรกิจสามารถเกิดขึ้นได้จริง

ผลจากการสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการกว่า 200,000 ราย มียอดขายช่วง 500,000 ถึง 999,999 เหรียญ และอีกกว่า 400,000 รายมียอดขายช่วง 250,000 ถึง 499,999 เหรียญต่อปี

สำหรับใครก็ตามที่ต้องการทำธุรกิจทำงานที่บ้าน มันก็คือการทำธุรกิจเหมือนกัน เพียงแค่เปลี่ยนจากพนักงานหลายคน มาเป็นคุณคนเดียว โดยพื้นฐานแล้วทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม แม้กระทั่งปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

ดังนั้นถ้าคุณต้องการเป็น Solopreneur นั่นหมายถึง คุณคือเจ้าของธุรกิจ และสามารถใช้บ้านเป็นออฟฟิศได้ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องไปเปิดบริษัทใหญ่โตอะไรเลย

5 แนวทางต่อไปนี้ จะช่วยยกระดับทักษะของคุณ หรือสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อให้คุณสามารถมีธุรกิจทำงานจากที่บ้านได้ โดยชี้ให้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจที่คนทั่วสามารถใช้สร้างเงินล้านได้
1. คิด Product ที่ช่วยแก้ปัญหาที่คุณประสบในชีวิตประจำวัน

Katherine Krug ประสบปัญหาปวดหลังจากการนั่งทำงานนาน ๆ เธอไม่สามารถหาทางออกดี ๆ ได้ ดังนั้นเธอจึงเริ่มสร้าง Prototype สายรัดพยุงหลังขึ้นมา (โดยอาศัยความช่วยเหลือจากนักออกแบบอุตสาหกรรม) เธอนำ Prototype นี้ไประดมทุนจากมวลชนใน Kickstarter แลได้เงินมาจำนวน 1.2 ล้านเหรียญ ปัจจุบันเธอยังทำธุรกิจเงินล้านในชื่อ getbetterback.com เพียงลำพังจากที่บ้านในย่านซาน ฟรานซิสโก

Kelly Lester แม่บ้านลูกสาม เธอสร้างธุรกิจจากปัญหาที่เธอพบเจอ คือ Lester ต้องการอะไรสักอย่างที่ง่ายและรวดเร็ว สำหรับแพ็กอาหารกลางวันให้กับลูก ๆ ของเธอ และเธอก็พบสิ่งที่เธอต้องการ คือ “กล่องเบ็นโตะ” (กล่องอาหารญี่ปุ่นที่สามารถประกอบเข้าออกได้) ความหลงใหลในเจ้าเบ็นโตะของ Lester ได้แปรเปลี่ยนมาเป็นธุรกิจกล่องอาหารกลางวัน easylunchboxes.com ที่มีมูลค่ากว่า 1 ล้านเหรียญได้ในที่สุด

ในชีวิตประจำวันเราต่างพบเจอปัญหาที่ถาโถมเข้ามา ดังนั้นจงเปิดหูเปิดตาให้กว้าง เพราะแรงบันดาลใจสามารถเกิดขึ้นได้ทุกขณะ ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจำนวนมาก มักเกิดจากปัญหาส่วนตัวที่ผู้ก่อตั้งเองนั้นพบเจอ
2. เข้าใจ Niche และสร้างร้านค้าออนไลน์ของคุณ

    “คุณมีข้อมูลเชิงลึกมั้ยว่าสินค้าตัวไหนที่ผู้คนกำลังมองหาอยู่ ถ้าคุณตอบคือมี ให้คุณเริ่มทำธุรกิจได้เลย” Allen Walton ผู้ประกอบการวัยรุ่นกล่าว

Walton เคยเป็นลูกจ้างในร้านขายกล้องวงจรปิดแห่งหนึ่ง เขารู้ว่าถ้าลูกค้าเหยียบเข้ามาในร้าน พวกเขาต้องการอะไร ประสบการณ์นี้ทำให้ Walton มีข้อมูลเชิงลึกในการหยิบจับสินค้าจากคลังที่ถูกใจลูกได้ ในตอนนั้นชายหนุ่มมีเงินเก็บประมาณ 1,000 เหรียญ เขาตัดสินใจเปิดร้านค้าขายกล้องวงจรปิดขึ้นบนเว็บชื่อ spyguysecurity.com

Walton แนะนำว่า “ด้วยความรู้ที่คุณมีเกี่ยวกับ Niche คุณจะเข้าใจว่าลูกค้ากำลังมองหาอะไร และนั่นคือโอกาสที่คุณสามารถเปิดร้านค้าออนไลน์ขึ้นมา เพื่อขายของให้กับคนเหล่านั้นได้ ถ้าคุณมีความรู้ด้านไอที คุณสามารถทำเว็บไซต์เองโดยใช้ WordPress + Woocommerce ได้  หรือคุณจะจ้าง Outsource ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งเช่นกัน”

ถ้าดูจากข้อมูลการสำรวจสำมะโนประชากรในอเมริกา คุณจะไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมธุรกิจขนาดใหญ่จำนวนมาก มักดำเนินการโดยผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จแวดวงค้าปลีก
3. ขยายทักษะของคุณผ่านเทคโนโลยี

คุณใช้ทักษะของคุณแต่ในโลกออฟไลน์ใช่หรือไม่? ปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ช่วยให้คุณสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นกว่าเคย และไม่ถูกจำกัดด้วยเวลา และจำนวนลูกค้าด้วยนะ

Dan Mezheritsky ครูฝีกส่วนตัว (Fitness) เขาได้ขยายธุรกิจโดยการ ทำเป็นเซ็ตการฝึกส่วนตัวไว้สำหรับฝึกเองที่บ้าน ต่อยอดด้วยการทำแฟรนไชส์ รวมถึงสร้างซอฟต์แวร์ขึ้นมาเพื่อช่วยให้การฝึกสอนสามารถทำได้แบบอัตโนมัติ

อีกเคสหนึ่ง คือ โทรศัพท์มือถือช่วยให้ Rachel Charlupski ขยายธุรกิจพี่เลี้ยงเด็กของเธอให้กลายเป็นเครือข่ายพี่เลี้ยงเด็กกว่า 1,500 คน ซึ่งในตอนแรก Charlupski เริ่มธุรกิจนี้เพียงลำพัง โดยเธอเสนอบริการพี่เลี้ยงเด็กให้กับแขกที่มาพักในโรงแรมย่านฟีนิกซ์ เพื่อหารายได้พิเศษ

ในแง่ของการทำสินค้า Alicia Shaffer ขยายธุรกิจผ้าโพกหัวของเธอจาก จากเดิมแค่เฉพาะฐานลูกค้าใน Livermore รัฐ California ไปเป็นลูกค้าเป็นล้าน ๆ คนบนโลกออนไลน์ เธอสร้างทั้งเว็บไซต์ของตัวเอง และเปิดร้านค้าใน Platform ขายของแฮนด์เมดยอดนิยมอย่าง Etsy โดยทั้ง 2 แหล่งรวมกันสร้างยอดขายให้เธอเกือบหนึ่งล้านเหรียญ

แนวทางที่ 3 นี้แสดงให้เห็นว่า ถ้าคุณมีทักษะไม่ว่าจะในอุตสาหกรรมใดก็ตาม เทคโนโลยีสามารถช่วยคุณขยายฐานลูกค้าออกไปได้แบบไม่รู้จบ
4. สร้างคอร์สเรียนออนไลน์

คุณมีทักษะในการสอนผู้อื่นหรือไม่ ถ้ามี นี่คือแนวทางที่คุณสามารถทำธุรกิจคอร์สเรียนออนไลน์ได้ ในปัจจุบันมีทางเลือกมากมายที่คุณจะสามารถเป็นเจ้าของหลักสูตรได้ ถ้าคุณมีความรู้ด้านเทคนิค คุณสามารถใช้ WordPress + Sensei Theme เพื่อสร้างเว็บการเรียนการสอนได้ หรือคุณจะใช้ Platform สำหรับคอร์สออนไลน์อย่าง Fedora หรือ Udemy ก็ได้เช่นกัน

John Azzi และ Eliot Arntz คือตัวอย่างผู้ประกอบการที่มีรายได้จากคอร์สการสอนกว่า 1 ล้านเหรียญในปี 2014 คอร์สของพวกเขา คือ การสอนพัฒนาแอพบน iOS 8 และภาษาโปรแกรมมิ่งตัวใหม่อย่าง Swift อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ Rob Percival อดีตอาจารย์สอนคณิตศาสตร์จากแคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ประสบความสำเร็จจากคอร์สเรียนสอนเขียนโปรแกรม 4 ตัว โดย Percival มีรายได้กว่า 1 ล้านเหรียญในระยะเวลาไม่ถึงปี

ดังนั้น ถ้าคุณมีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านไหน คุณสามารถผลิตออกมาเป็นคอร์สสอนคนอื่นได้ ซึ่งคอร์สเรียนที่น่าทำ คือ พวกคอร์สที่สอนให้ผู้เรียนมีรายได้มากขึ้น หรือนำไปปรับใช้ในอาชีพของพวกเขาให้สามารถทำงานได้ดีขึ้น
5. ตีพิมพ์อีบุ๊ค

ถ้าเป็นเมื่อก่อน การที่คุณจะตีพิมพ์หนังสือสักเล่มได้นั้น คุณต้องไปอ้อนวอนสำนักพิมพ์ที่มีชื่อให้ตีพิมพ์ และโปรโมทหนังสือให้กับคุณ ซึ่งมันยากมาก แต่ทุกวันนี้คุณสามารถตีพิมพ์หนังสือด้วยคุณเองได้ (self-publishing) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพียงต่ำ และสามารถเผยแพร่ไปยังนักอ่านจำนวนมากได้

ตลาดสำหรับซื้อขายหนังสืออย่าง Amazon Kindle, Goodreads, Kobo Writing Life ฯลฯ เป็น Platform ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถตีพิมพ์อีบุ๊ค และสื่อสารกับกลุ่มผู้อ่านได้

Amanda Hocking เจ้าของอีบุ๊คนิยายหลายเล่มบน Amazon มีรายได้จากการขายนิยายกว่า 2 ล้านเหรียญ โดยก่อนที่เธอจะมาเลือกช่องทางออนไลน์นั้น Hocking เคยถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์หลายเจ้ามาก่อน

อีกหนึ่งตัวอย่าง คือ Guy Kawasaki นักเขียนหนังสือ 13 เล่ม และเล่มที่เป็น Bestsellers คือ how to self-publish an ebook หรือการตีพิมพ์อีบุ๊คด้วยตนเอง โดยในเล่มนำเสนอกลยุทธและการปฏิบัติที่สร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้อ่านเพื่อลงมือเขียนหนังสือ รวมทั้งยังมี Template การเขียนที่พร้อมใช้งานให้กับผู้ซื้ออีกด้วย

ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตามแต่ ลำพังแค่ Passion นั้นไม่เพียงพอที่จะให้คุณก้าวไปต่อ การลงมือทำทุกวัน และปรับปรุงอย่างต่อเนื่องต่างหาก ที่จะทำให้ธุรกิจของคุณก้าวหน้า

สุดท้ายคุณไม่ต้องกังวลหรอก ถ้าคุณล้มเหลวครั้งแรก หรือล้มเหลวอีกหลายครั้งก็ตาม ที่คุณต้องทำคือลองให้มันถูกสักครั้งก็พอ
ส่วนตัวโดยผู้แปล

ไอเดียทั้ง 5 ที่กล่าวมา ในปัจจุบันประเทศไทยมี Platform ต่าง ๆ ที่เอื้อให้คุณสามารถเป็น Solopreneur ได้ไม่ว่าจะเป็น

    การระดมทุนเพื่อสร้าง Product แก้ปัญหาให้กับผู้คน สามารถระดมทุนได้จาก DreamDrive, Dreamaker หรือ Taejai.com
    การสร้าง Niche ขึ้นมาโดยการให้ความรู้และขาย Product ผ่านเว็บไซต์ส่วนตัว, FB Panpage หรือ Line
    การขยายทักษะเพื่อทำรายได้มากขึ้น เช่น แทนที่คุณจะสอนผู้คน ทำไมคุณไม่ทำ Video การสอน เพื่อขยายฐานผู้เรียน และเป็นอิสระจากข้อจำกัดทางด้านเวลา
    การสร้างคอร์สเรียนในปัจจุบันมี Platform มากมายที่คุณสามารถปล่อยวิชาของคุณได้ ไม่ว่าจะเป็น Taladpanya.com, Skilllane.com หรือ Coursesquare.co
    การเขียนอีบุ๊คนี่ก็เยอะมากครับ ไม่ว่าจะเป็นการตีพิมพ์และขายบนเว็บส่วนตัว, Ookbee, Se-ed หรือ Mebmarket.com

เหล่านี้ คือ Platform ที่จะอำนวยให้คุณสามารถกลายเป็น Solopreneur ได้ไม่ยาก ของเพียงแต่คุณศึกษาความต้องการของตลาด พิจารณาทักษะของคุณเอง และที่สำคัญที่สุด คือ การลงมือทำ เพื่อให้ธุรกิจของคุณสามารถเกิดขึ้นได้จริงครับ
ที่มา http://startitup.in.th/5-million-dollar-home-based-business-ideas/
Thursday, 26 November 2015

Mini คู่มือ : การทำ SEO ให้กับ Facebook Page

ในการทำ SEO ให้กับ Facebook Page (หรือที่นิยมเรียกกันว่า Fan Page) นั้น ไม่ได้ทำกันง่ายๆ เหมือนในอดีตที่ผ่านมา สืบเนื่องจากการอัพเดท Algorithm ใหม่ล่าสุดของ Google ที่เน้นไปที่ Quality หรือ คุณภาพ เป็นสำคัญ เฉกเช่นเดียวกันกับการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์

อีกทั้งในปัจจุบัน Google มีการจำกัดจำนวนการแสดงผลของ Facebook Page บนหน้า SERPs (เท่าที่ผมสังเกตเห็น คือ จะแสดงเพียงสูงสุดไม่เกิน 3-4 เพจ) และเริ่มมีการแสดงผลการค้นหาที่มาจาก Social Media ตัวอื่นๆ เช่น Twitter , Instagram , Pinterest ทั้งๆที่ไม่ค่อยจะเคยได้เห็นในอดีตที่ผ่านๆมา เหมือนมันบ่งบอกเป็นนัยยะ ถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ของวิธีการจัดอันดับบนหน้า Google

แน่นอนว่า การทำ SEO Facebook Page ทำได้ยากขึ้น แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ !!

เพราะเพจของผม และเพจของเพื่อนๆอีกหลายคน … ก็ยังคงติดอันดับกันดีอยู่ (บางเพจติดอันดับ TOP เสียด้วย แซงเว็บไซต์หมด) สาเหตุเพราะ เพจนั้นอยู่ระดับ TOP Quality ในสายตาของ Google นั่นเอง

วันนี้ผมจะมาขออธิบายและเปิดเผยเทคนิคว่า “ทำอย่างไร ให้ Facebook Page มีคุณภาพในสายตา Google”
โดยอาศัยสิ่งสำคัญ 2 ส่วนคือ

1. ผลจากการนั่งดูและวิเคราะห์เฟสเพจมากมาย (ผมนั่งเช็คดูหลายร้อยคีย์เวิร์ด หลายร้อยเพจ)
2. จากประสบการณ์ส่วนตัว ที่ได้เคยทดลองทำดูแล้วได้ผล!!

โดยเนื้อหาจะมีหัวข้อสำคัญ ดังต่อไปนี้

• พื้นฐานการทำ SEO ให้กับ Facebook (Fan) Page ในอดีต
• การทำ SEO ให้กับ Facebook Page ในปัจจุบัน
• 4+1 จุดสำคัญในการทำ Facebook Onpage SEO
• การทำ Offpage SEO เบื้องต้น ให้กับ Facebook Page
• ทำ SEO ให้กับ Facebook Page แล้วทำไมถึงไม่ติดอันดับ ?
• ถ้า Facebook Page อันดับหาย มีวิธีแก้ไขอย่างไร ?

#คำเตือน : บทความนี้ยาว(ไม่)หน่อยนะครับ (ยาวมาก) เพราะหวังว่าจะให้ CLEAR และเป็นประโยชน์ที่สุด
เนื่องจากมีหลายท่านสอบถามเข้ามา ดังนั้นอ่านครั้งเดียว จบ!! ไม่ต้องถามต่อ … ไปลองทำดูเลยนะ
พื้นฐานการทำ SEO ให้กับ Facebook (Fan) Page ในอดีต

เมื่อ 2 ปีก่อน ตอนนั้นผมเริ่มหัดทำ SEO ใหม่ๆ Keyword แรกๆที่ผมทำ คือ “ล้างพิษตับ” … ในสมัยนั้นจำได้ว่า มีเพจมากมายของ ค่าย/คอร์สล้างพิษ ที่ติดอยู่บนหน้า Google ทั้งๆที่บางรายไม่มีเว็บไซต์ด้วยซ้ำ

ในเวลาต่อมา เมื่อทำ SEO หลากหลาย Keyword มากขึ้น สามารถพูดได้ว่าเกือบจะ 80% ของ Keyword ( โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คีย์ภาษาไทย) ที่ผมเช็คดูอันดับต้นๆในหน้าแรก Google ล้วนแล้วแต่เป็น Facebook Fan Page แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการขายสินค้า หรือ บริการต่างๆ

เมื่อผ่านสายตามากเข้า ผมก็นั่งดูและวิเคราะห์ว่า เหตุใดบรรดาเพจเหล่านั้นจึงติดอันดับบน Google ซึ่งหลังจากพอจับจุดได้ ก็ลองนำมาทดลองปรับใช้ดูเองบ้าง และมันก็ให้ผลตอบรับกลับมาดีมากทีเดียว

เทคนิคพื้นฐานทั่วไป ในการทำ SEO ให้กับ แฟนเพจ (ในอดีต)

• การตั้งชื่อเพจ โดยใช้ Keyword [เป็นปัจจัยที่มีผลมากที่สุด]
• การลง Information ต่างๆอย่างถูกต้องและครบถ้วน [about]
• การใส่ Description แบบเต็มที่ ชัดเจน พร้อม Keyword [about]
• การหมั่นอัพเดทข้อมูล ที่สอดคล้องกับ Keyword [post]
• การใช้ Hashtag ที่เหมาะสม [post]
• การใส่ Keyword ลงใน คำแรก/บรรทัดแรก/พารากราฟแรก [post]
• การอัพรูปภาพใส่ Page [post]
• การเขียน Note (บันทึก) ใส่ใน Page [app]
• การสร้าง Engagement กับ Audience
• การเขียน Review , Comment ใน Page

ผมอยากเขียนอธิบายเพิ่มเติม เกี่ยวกับเทคนิคพื้นฐานการทำ SEO Facebook มานานแล้ว (และตั้งใจจะโพสเมื่อเดือน 2 ก่อน) แต่รู้สึกไม่มั่นใจ เพราะสังเกตความผิดปกติในการแสดงผลบน SERPs จากหลายๆ Keyword วันนี้ผมเลยขอ ปรับเนื้อหาใหม่ ให้เข้ากับการอัพเดทล่าสุดของ ► Google – The Quality Update
การทำ SEO ให้กับ Facebook Page ในปัจจุบัน

จากสาเหตุคือ 1. Quality Update และ 2. Limited Facebook Page บนหน้า SERPs

ส่งผลให้ ทำ SEO กับ Facebook Page ไม่ง่ายแบบในอดีต เพราะคุณจำเป็นที่จะต้องทำให้เพจ อยู่ในระดับ Top Quality #1 #2 #3 #4 จากเพจทั้งหมดของ Keyword นั้นๆในสายตาของ Google … มันถึงจะยอมแสดงผลการค้นหาให้

พูดแบบง่ายๆได้ว่า หากเฟสบุ๊คเพจคุณ Google มองแล้วมีคุณภาพต่ำกว่าคู่แข่งที่เป็นเพจด้วยกัน คือต่ำกว่าอันดับที่ 4 ในสายตามัน เพจคุณหมดสิทธิ์ขึ้นหน้า Google … ซึ่งนี่เป็นนัยยะที่บ่งบอกเราว่า นอกเหนือจากคู่แข่งที่เป็น Website อื่นๆ คู่แข่งตัวสำคัญที่สุดของคุณ ณ ตอนนี้ คือ Facebook Page ด้วยกันนี่แหละ !!

ดังนั้นแทนที่เราจะมุ่งเป้าไปที่โจทย์แบบเดิมๆ ที่ว่า “วิธีทำ SEO Facebook Page ทำอย่างไร ?”
ควรเปลี่ยนใหม่เป็น “วิธีทำ Facebook Page ให้มีคุณภาพ (สูงสุดในสายตา Google) ทำอย่างไร ?”

ซึ่งหากพยายามมอง Facebook Page ให้เหมือนกับ Website จะพบว่ามันมีองค์ประกอบสำคัญๆที่คล้ายกัน

1. Title หรือ ชื่อเพจ – เทียบได้กับ Title ที่เราเขียนใส่ในหน้าเว็บไซต์

2. Main Menu – เทียบได้กับเมนูบนเว็บไซต์ แต่บนเฟสเพจจะประกอบไปด้วย

• Timeline (ไทม์ไลน์) – เทียบได้กับ เมนู HOME (หน้าแรก) ในเว็บไซต์
• About (เกี่ยวกับ) – เทียบได้กับ เมนู About ในเว็บไซต์
• Photos (รูปภาพ) – เทียบได้กับ เมนู Gallery ในเว็บไซต์
• Likes (ไลค์) – อาจเทียบได้กับตัวนับสถิติ ของเว็บไซต์
• More (เพิ่มเติม) – ในที่นี้อาจจะเห็น Notes, Videos, App ก็นับว่าเป็นเมนูบนเว็บไซต์

3. Main Content – เทียบได้ เนื้อหา หลักในเว็บไซต์

4. Sidebar – เทียบได้กับ Sidebar ในเว็บไซต์ ซึ่งถือเป็น Supplementary Content ในที่นี้ มี

• Likes
• About
• Photos
• Videos
• Notes
• Visitor Posts
• Reviews
• App อื่นๆ

โครงสร้างเพจ ใช่แล้วครับ! ผมกำลังพูดถึง “การทำ Onpage SEO ให้กับ Facebook Page”

    เว็บไซต์ที่มีคุณภาพ จากการปรับแต่ง Onpage SEO มีผลต่อการจัดอันดับของ Google ฉันใด การปรับแต่ง Onpage ให้กับ Facebook ก็มีผลฉันนั้น

Onpage SEO ที่ทำกับเว็บไซต์นั้น ส่วนตัวสำหรับผม แบ่งเป็น 2 กรณี คือ

1. SEO Onpage Basic Technique (การปรับจุดสำคัญๆพื้นฐานของหน้าเว็บ รวมถึงโครงสร้างเว็บ)
2. SEO Onpage Content (การปรับแต่งเนื้อหาบทความ – การเขียนบทความให้รองรับ SEO)

สำหรับ Facebook Page ก็มีหลักการเช่นเดียวกัน (แต่อาจมีบางส่วนที่แตกต่างไปบ้าง)

[รออ่าน In-depth Onpage SEO เว่อร์ชั่นสำหรับ Website ในโอกาสต่อไป]
4+1 จุดสำคัญในการทำ Facebook Onpage SEO

1. Page Title (ชื่อเพจ)

การตั้งชื่อเพจ ถือเป็นสิ่งที่เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด อันดับ #1 ในการช่วยทำให้ Google เข้าใจได้ว่า เพจของเราเกี่ยวกับอะไร ดังนั้น หากเราต้องการทำ SEO ให้กับเฟสเพจ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องแทรก Keyword (คำค้นหา) ลงไปในชื่อเพจด้วย และที่สำคัญคือ นอกเหนือจากจะมีผลต่อ Google แล้ว ยังมีผลต่อ Search บนตัว Facebook เอง (การค้นหาจากเฟสบุ๊คโดยตรง)

ในการตั้งชื่อเพจนั้น หากคุณตั้ง เพื่อหวังให้มีผลเพียงอันดับบน Google โดยไม่คำนึงถึง เรื่องการสร้างแบรนด์ ถือว่าคุณไม่ได้มองในระยะยาว ดังนั้นการตั้งชื่อบนเฟสบุ๊คเพจที่ดี ให้รองรับ SEO ควรจะมีรูปแบบคือ

[ Facebook Page Title = Keyword + Brand (or Keyword in Brand) ]

Keyword คือ คำที่คิดว่าคนจะใช้ในค้นหา อาจจะเป็น ประเภทของสินค้า หรือ บริการของเรา หรือเว็บไซต์
Brand คือ ชื่อร้าน ชื่อธุรกิจ ชื่อสินค้า ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้คนจดจำเราได้ง่ายๆ

ยกตัวอย่างเช่น

Facebook Page Title = คนทำเว็บนอกคอก – WebBastard.Net
Keyword = คนทำเว็บ
Brand = WebBastard.Net (ในที่นี้คือชื่อเว็บ)
Google SERPs Rank (co.th) = #7

Facebook Page Title = บ้านสุขภาพล้างพิษตับ
Keyword = ล้างพิษตับ
Brand = บ้านสุขภาพล้างพิษตับ
Google SERPs Rank (co.th) = #2

Facebook Page Title = ตัวตลก โบโซ่ โบโซ่บิดลูกโป่ง Pok Rednose
Keyword = ตัวตลกโบโซ่ , โบโซ่บิดลูกโป่ง
Brand = Pok Rednose
Google SERPs Rank (co.th) = #1 , #6

Facebook Page Title = ศูนย์รวม ปั๊มน้ำ ถังเก็บน้ำ แท้งค์น้ำ PPWater.Com
Keyword = แท้งค์น้ำ (ปั๊มน้ำ , ถังเก็บน้ำ ไม่ติดอันดับ)
Brand = PPWater.Com
Google SERPs Rank (co.th) = #1

Facebook Page Title = เครื่องเย็บกล่อง ลวดเย็บกล่อง ลวดเย็บกระดาษ – Koo E Hah
Keyword = เครื่องเย็บกล่อง ลวดเย็บกล่อง (ลวดเย็บกระดาษ ไม่ติดอันดับ)
Brand = Koo E Hah
Google SERPs Rank (co.th) = #3 , #3

    ถ้าคิดจะทำ SEO บน Facebook Page หากคุณไม่ได้ใส่ Keyword ในชื่อ Title โอกาสจะทำอันดับได้บน Google (หรือ ค้นหาโดยตรงบน Facebook) แถบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลย

แต่กรณีที่คุณไม่ได้หวังทำ SEO กับ Facebook Page แต่จะไปเน้น SEO บน Website แทน หรือคุณมีงบในการลงโฆษณา หรือกรณีธุรกิจหรือร้านหรือแบรนด์ของคุณนั้น มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีอยู่แล้ว อันนี้ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ Keyword ลงในชื่อเพจ ให้ใส่เฉพาะ ชื่อ Brand / ชื่อร้าน เลยก็ได้

#Tip 1 : กรณีธุรกิจที่เปิดใหม่ ยังไม่ดัง คนยังไม่รู้จัก คุณควรจะใส่ Keyword ที่เป็นตัวประเภทของสินค้าหรือบริการ ลงไปด้วย ภายหลังหากเมื่อแบรนด์เราเป็นที่รู้จักแล้ว อาจจะมาทำการเปลี่ยนชื่อใหม่ในภายหลัง

#Tip 2 : กรณีมีคู่แข่งจำนวนมาก คุณอาจจะ โฟกัสไปที่ Long Tail Keyword (Keyword หลายพยางค์) หรือ ระบุ Location ลงไป เช่น xxxxx จังหวัด หรือ ระบุคำให้เฉพาะเจาะจงลงไป เช่น xxxxxx มือสอง , xxxxxx ราคาถูก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ควรตั้งชื่อ ยาวจนเกินไป (Facebook จำกัดให้ตั้งชื่อได้สูงสุด 50 characters)

#Tip 3 : ในอดีตคุณไม่สามารถเปลี่ยนชื่อเพจได้ หากยอด Page Likes เกิน 200 แต่ในปัจจุบัน คุณสามารถเปลี่ยนชื่อ Facebook Page ได้ง่ายขึ้น เพียงเข้าไปแก้ไขตรง Page Name ใน About แล้วรอการอนุมัติจาก Facebook ภายใน 7 วัน

2. About (ข้อมูลเพจ)

การใส่ข้อมูลของเพจ (Page Info) ถือเป็นสิ่งสำคัญ ที่มองข้ามไปไม่ได้เช่นกัน เพราะเนื่องจากจะส่งสัญญาณบอก Google แล้ว ยังช่วยให้ Audience (คนดู) รู้จักเราหรือธุรกิจของเรา มากยิ่งขึ้น โดยส่วนที่สำคัญๆที่ต้องเน้น คือ
– Facebook Web Address (URL)
– Short Description
– Long Description
– Email
– Website
– Phone (กรณีเป็น Business)
– Address (กรณีเป็น Business)

#Tip : สำหรับ Page Info ยิ่งเราให้ข้อมูลมากเท่าไหร่ Search Engine (รวมถึงคนดู) ก็ยิ่งรับรู้ได้มากเท่านั้น แต่ตัวสำคัญที่เน้นเป็นพิเศษคือ Short Description ควรเขียนให้กระชับ ได้ใจความ และมี Keyword รวมอยู่ด้วย เพราะมันจะโชว์ อยู่บนหน้า Timeline ใน Sidebar ด้านข้าง

3. Timeline (ไทม์ไลน์) [ในที่นี้คือ โพส]

Timeline บนเฟสบุ๊คเพจ เปรียบเสมือน หน้า Homepage ถ้ามองเทียบกับ Website ปกติ ผมมองว่ามันมีลักษณะ คล้ายๆกับ One-Page Designed Website (คือ เว็บที่มีหน้าเดียว เวลาดูข้อมูลจะเลื่อนลงมาเรื่อยๆ ไม่ใช่ Multi-Page แบบเว็บทั่วไป One-Page Website เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน เหตุเพราะมันเหมาะกับการดูบนมือถือ)

การที่เราโพส เนื้อหาอะไรก็ตาม ลงไปบน Facebook Page ย่อมส่งสัญญาณให้กับ Google แทบทั้งสิ้น เพราะถือเป็น Main Content หลัก ที่บ่งบอกได้ว่า เพจของเราเกี่ยวกับอะไร ดังนั้น เราต้องฉลาดที่จะโพส โดยผมขอแนะนำ แยกเป็น 2 ส่วน ดังนี้

3.1 ภาพรวมของโพสทั้งหมด (ฉันจะโพสอะไรดี ?)

    ถ้าเมื่อใดก็ตามคุณพูดถึงเรื่อง “SEO” ข้อให้นึกถึงคำว่า “Relevance” มาก่อนเป็นอันดับแรก นั่นคือ ต้องมีความสอดคล้อง หรือ ความเกี่ยวข้อง ต่อ “Query” (คำค้นหา – ในภาษา Google) หรือคนทำ SEO เรียกกันว่า “KEYWORD“

Content ที่เราจะโพส ควรจะมีความเกี่ยวข้องสอดคล้องกับ Keyword หรือมองให้กว้างขึ้นหน่อย คือให้มีความเกี่ยวข้องสอดคล้องกับธุรกิจ แต่ก็ไม่จำเป็นว่าต้องเกี่ยวข้องในทุกๆโพส แต่ขอให้มีแนวโน้มเกี่ยวข้องอยู่ในกลุ่มของธุรกิจ หรือ Keyword หรือ สินค้า ของเรา โดยผมจะแนะนำลูกค้า เกี่ยวกับ “จะโพสอะไรดี” แบบเข้าใจง่ายๆ ดังนี้

– Main Post/Money Post : ควรมีโพสเขียนแนะนำกรณีขายสินค้า/บริการต่างๆ ที่เป็นภาพรวม (คล้ายๆเป็นสารบัญหรือ Introduction) พร้อมลงข้อมูลติดต่อต่างๆให้ครบถ้วน … กรณีจุดประสงค์ คือ ต้องการให้คนเข้าเว็บ Main Post ก็คือลิงค์ที่โพสแชร์ไปยังเว็บของเรานั่นเอง

– Product/Portfolio Post : ควรลงรูปภาพสินค้าหรือผลงานการบริการ พร้อมเขียนคำอธิบาย สั้นๆประกอบ สิ่งนี้จะช่วยเพิ่ม Trustworthy (ความน่าเชื่อถือ) ทั้งต่อสายตาคนดู และ Search Engine ด้วย โดยอาจจะสร้างเป็น อัลบัม หรือ จะไม่สร้างก็ได้ แต่อย่าลืมคำอธิบายประกอบ เพราะหากโพสเฉยๆ คนดูรู้ แต่ Google ยังไม่ฉลาดพอที่จะเข้าใจรูปภาพได้

– News/Event/Review Post : หากมีข่าวสาร กิจกรรม ที่เกี่ยวกับกับธุรกิจเราโดยตรง หรือ เรามีการจัดกิจกรรม อีเว้นท์ต่างๆ เช่น Promotion สินค้า, เล่นเกมแจกรางวัล เป็นต้น หรือ การนำรีวิวจากลูกค้ามาเผยแพร่ โพสในลักษณะจะช่วยสร้าง Engagement ให้กับคนดูได้เป็นอย่างดีทีเดียว

– Related Post : การที่เราโพสเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของเราเพียงอย่างเดียว อาจจะขาดสีสัน และทำให้รู้สึกอารมณ์เหมือน Hard Sale มากจนเกินไป หรือไม่ก็อาจจะทำให้ขาดการอัพเดท เพราะเนื้อหาหมด!! (หมดมุขว่างั้น) ดังนั้น การรู้จักหาและแชร์ Content จากเพจอื่น ที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจเรา ก็จะช่วยทำให้เพจมีความเคลื่อนไหวได้ โดยควรเลือก โพสต่างๆที่มันมีประโยชน์ต่อคนดูด้วย ที่สำคัญคือให้เกี่ยวข้องกับ Keyword / สินค้า / บริการ / ธุรกิจ ของเพจเรา หรือ มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเพจ

– Misc Post : โพสประเภทที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเราโดยตรง แต่อาจจะโพสเพื่อช่วยสร้างภาพลักษณ์-ภาพพจน์ หรือทำให้คนอ่านรู้สึกดี เช่น โพสทักทาย แชร์คำกลอน คำคม แชร์ภาพสวยๆ แชร์ธรรมะ หรือ แชร์โพสเทศกาลต่างๆ เป็นต้น ซึ่งถือเป็นการสร้างสีสันให้กับเพจของเรา

#Tip : การเลือกโพสเนื้อหาลงในเพจนั้น ควรคำนึงถึง คนดู เป็นหลัก และให้มีความเหมาะสมกับตัวเราหรือธุรกิจของเราเป็นสำคัญ โดยยึดหลัก Relevance / Trustworthy / Useful / Helpful / Feel-Good

3.2 รายละเอียดในแต่ละโพส (เทคนิคการโพส ให้รองรับ Facebook SEO)

เมื่อพอรู้ภาพรวมของโพสที่จะนำมาลงในเพจแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อคือการมาดูในรายละเอียดของแต่ละโพส ซึ่งในส่วนนี้ ถือเป็นเทคนิคของใครของมัน ไม่มีข้อจำกัดตายตัว แต่ที่ผมนิยมใช้ (ดูตัวอย่างเอามาประยุกต์จากหลายๆเพจ) มีดังนี้

– ใน 1-2 บรรทัดแรกของโพส ควรจะมี Keyword อยู่ด้วย โดยอาจจะติดเป็น Hashtag เพื่อเน้น หรือเป็น Text ธรรมดาก็ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นใช่ว่าจำเป็นต้องมี Keyword ในทุกๆโพส แต่ให้ดูตามความเหมาะสมกับเนื้อหาในโพสนั้น
– ในโพสแต่ละโพสควรจะมี หัวข้อ หรือ Topic หรือ Post Title อยู่ด้วย เพื่อให้สะดุดตา (ทั้งนี้ดูตามความเหมาะสม)
– และควรจะมี Post Intro ที่เป็น Text Message สั้นๆประมาณ 1-3 บรรทัด เหมือนเป็นคำอธิบายเสริม
– ในการแชร์รูปภาพ หรือ แชร์ลิงค์ อาจจะใส่ Text รวมไม่เกิน 4 บรรทัด เพื่อให้ดูกระชับ (ไม่มี See More เน้น See Click)
– ทั้ง Post Title และ Post Intro เป็นส่วนหนึ่งของ ► Content Marketing และต้องอาศัยทักษะของ Copywriter ถ้าฉลาดในการสร้างสรรค์ มันจะช่วยทำให้คนสนใจโพสเรามากขึ้น
– อย่า!! Spam/Stuffing Hashtag และควรติด Hashtag ให้เหมาะสมกับ Post นั้นๆ (ไม่ใช่ดูที่เพจนะ ดูเนื้อหาที่โพส)
– ดูคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ► การใช้งาน Facebook Hashtag
– หากโพสไหน จำเป็นต้องเขียนแบบยาวๆ ควรจัดวางเนื้อหาให้ง่ายต่อการอ่าน (จัดพารากราฟ ขึ้นบรรทัดใหม่ เว้นวรรค)


#Tip : พยายามแทรก Keyword (แบบเนียนๆ) ลงไปในโพสส่วนใหญ่ที่เป็น Main Post / Product-Portfolio Post เพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้กับ Google รับรู้มากยิ่งขึ้นว่าเพจเราเกี่ยวข้องกับอะไร

4. Photos (รูปภาพ)

ในอดีตผมเคยคิดว่า รูปภาพ นั้นไม่สำคัญ และไม่มีความจำเป็น และเชื่อว่าคนทำ SEO กับ Facebook Page หลายๆคนก็คงจะมองข้ามจุดนี้ไปเช่นกัน แต่ผมขอบอกแบบ “ฟันธง” ตรงนี้เลยว่า ในปัจจุบัน

“เพจที่มีการอัพรูปภาพ Image ลงเยอะๆ มีแนวโน้ม ที่จะทำถูกจัดอันดับได้ดีกว่าเพจที่มีรูปน้อย”

สาเหตุที่ผมกล้าพูดได้แบบนี้ เพราะ จากการนั่งดูและวิเคราะห์เพจเป็นร้อยๆเพจ พบว่ามันมีแนวโน้มเช่นนั้นจริงๆ (หากไม่เชื่อ ลองเช็คดูกันเองนะครับ) Facebook Page ส่วนใหญ่ที่ถูก Google เลือกนำมาแสดงบน SERPs ล้วนแล้วแต่ มีการอัพโหลดรูปใส่ลงในเพจกัน เป็นจำนวนมากพอสมควรทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพสินค้า, รูปภาพผลงาน, รูปรีวิว และ รูปต่างๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ (เรื่องอัพรูปภาพลงเพจ แน่นอนว่า ผมได้ทดลองทำดูแล้ว และมันก็ได้ผลเป็นอย่างดีจริงๆนะ)

#Tip : ลงรูปเยอะๆ ที่เกี่ยวข้องกับเพจของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับธุรกิจประเภทบริการ การลงผลงานที่ผ่านมา นอกจะมีส่งผลดีต่อ SEO แล้ว ยังช่วยสร้าง Trustworthy ความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ในสายตาของคนจริงๆด้วย

+1 ปัจจัยเสริมอื่นๆ

– URL Page (Url ของเพจ) : ใครยังไม่ได้ตั้งชื่อ URL ของเพจ แนะนำให้ตั้ง เพื่อนำไปใช้ในการโปรโมทได้ง่ายขึ้น

– Visitor Post (โพสจากผู้เยี่ยมชม) : ควรที่จะตรวจสอบ โพสจากผู้เยี่ยมชม อย่างสม่ำเสมอ โดยกรองให้มีแนวโน้ม เกี่ยวข้องกับเพจเรา เพราะ Google Indexed หน้ารวม Visitor Post ด้วย ไม่ว่าจะชม จะติ จะสอบถาม หรือ ฝากเพจโฆษณา ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับ Purpose of Page คือคนละสายงาน คนละวงการกับเรา ก็ Hide , Delete , หรือ Ban ได้เลย

– Likes (จำนวนยอดไลค์) : ไม่มีผลต่อการทำ SEO ทางตรง แต่มีผลทางอ้อมคือ มันจะทำให้มีโอกาสคนเห็นโพสเรามากขึ้น โดยไม่ต้องลงโฆษณา ซึ่งช่วยให้เกิด Post Engagement ได้ง่ายขึ้น

– Note (บันทึก) : ถ้าจำเป็นต้องเขียนอะไรที่ยาวมากๆ ควรจับไปใส่ใน Note แทนการ “Post” ปกติ การเขียน Note มีผลต่อ การทำ Facebook SEO ในอดีตพอสมควร … แต่ปัจจุบัน ความสำคัญได้ลดลง (Google Indexed แต่ไม่นำมาแสดงบน SERPs) ดังนั้น หากไม่มีบันทึก ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะไม่จำเป็น (ผมทดสอบแล้ว)

– Review (รีวิว) : กรณีเป็น Business การมีรีวิว จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือต่อธุรกิจของเราได้

– Video (วีดีโอ) : มีก็ดี ไม่มีก็ได้ ไม่จำเป็น … ขึ้นอยู่กับธุรกิจ แบรนด์ และเนื้อหาของเพจ

– App (แอฟต่างๆ เช่น HTML Static) : มีไว้เหมือนเป็น “Call to Action” เพื่อช่วยสร้าง Conversion Rate เท่านั้น แต่ไม่จำเป็น (จริงๆนะ)
การทำ Offpage SEO เบื้องต้น ให้กับ Facebook Page

เฉกเช่นเดียวกันกับ การทำ SEO เว็บไซต์ทั่วไป ที่เราจำเป็นต้องทำทั้ง Onpage และ Offpage ลำพังการปรับแต่ง Onpage + Content ที่มีคุณภาพ เพียงอย่างเดียว อาจจะเพียงพอในกรณีคู่แข่งไม่มาก แต่หากมีคู่แข่งจำนวนมากและมีคุณภาพสูงด้วยแล้ว ตัวชี้วัดที่สำคัญก็คือ การโปรโมท / หา Traffic / สร้าง Backlinks / การลงโฆษณา ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่เราทำนอกแฟนเพจ (เค้าจึงเรียกมันว่า Offpage)

ผมขอยังไม่ลงรายละเอียดในเรื่องของ Offpage ในบทความนี้ แต่ Key Concept ของ Offpage เบื้องต้น ให้กับแฟนเพจนั้น ก็เช่นเดียวกับเว็บไซต์ นั่นก็คือ รู้จักหา Traffic การโปรโมทให้มีคนเข้าเว็บ การทำให้มีคนรู้จักเว็บ เพียงแต่เราเปลี่ยนจากเว็บ เป็น FB Fan Page นั่นเอง ไม่ว่าจะโปรโมทด้วย “Branding” หรือ “Linking” ก็ตาม (วางลิงค์ ก็ใช้ URL Link ของเฟสเพจแทนเว็บ)

#Tip : การ ฝากเพจ ถือเป็น การโปรโมท เป็น Offpage SEO ช่องทางหนึ่ง ด้วยการวางลิงค์เพจของเราในเพจอื่นๆ ถ้าคุณฉลาด ควรฝากเพจกับเพจอื่นที่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาเพจของเรา หรือมีแนวโน้มที่เมื่อฝากเพจแล้ว จะมีคนเข้ามาดู  และถ้าให้เหนือชั้นกว่านั้น คุณไม่ควรจะฝากเพจแบบตรงๆ หากแต่ใช้เทคนิค “Comment” แบบเนียนๆ ด้วยการ ให้คำแนะนำ/ตอบคำถาม/ช่วยแก้ปัญหา แก่ผู้ติดตามของเพจอื่นๆ แล้วแนบลิงค์เพจเราลงไป
ทำ SEO ให้กับ Facebook Page แล้วทำไมถึงไม่ติดอันดับ ?

สำหรับคำถามนี้ ถ้าถามแบบจริงจัง ก็ขอตอบแบบจริงใจว่า หาคำตอบแบบระบุเจาะจงไม่ได้หรอกครับ
เพราะมันอาจจะเป็นไปได้จากหลายๆสาเหตุ ต้องดูทั้งจากตัวเรา เปรียบเทียบกับคู่แข่ง เช่น
– Facebook คู่แข่งทำได้ดีกว่าเรา
– Facebook คู่แข่งมีเนื้อหาและองค์ประกอบต่างๆที่มีความสอดคล้องกับ Keyword มากกว่าเรา
– Facebook คู่แข่งอาจจะเปิดนานกว่าเรา
– Facebook คู่แข่งมีการแชร์ ถูกกล่าวถึง มีการ Engagement หรือ คนเห็นมากกว่า เพจของเรา
– Facebook คู่แข่งอาจจะมี การอ้างอิงจากเว็บไซต์อื่นๆที่เกี่ยวข้องมากกว่าเพจของเรา
– Facebook คู่แข่งอาจจะมีการโปรโมท การทำ Offpage SEO ที่ดีกว่าเรา
ถ้า Facebook Page อันดับหาย มีวิธีแก้ไขอย่างไร ?

– ลองปรับ Facebook Onpage ใหม่ แก้ไข ตั้งแต่ Page Title / Page Info / In-Post Edit
– ลองอัพรูปภาพเพิ่มเติมเข้าไป (อัพรูปอะไร อันนี้ ถามตัวคุณเองดู เด้วนี้หารูปไม่ยาก มือถือถ่ายเลยครับ)
– ลองดูคู่แข่งเพจอื่น ใน Keyword เดียวกัน ที่เค้ายังติดอันดับอยู่ แล้วลองเปรียบเทียบกับเพจของเรา
– หมั่นขยันอัพเดทโพส มากกว่าเดิม (ดูความถี่โพสของคู่แข่ง เอาให้เท่า หรือ มากกว่า)
– หากทำยังไง ก็กู้กลับมาไม่ได้ ผมแนะนำให้คุณ ควรไปทำ SEO กับ Website แทนครับ
– หรือแนะนำให้ ลงโฆษณา Facebook Ads / Google Adword หากมีงบประมาณ
บทสรุป

สามารถกล่าวได้ว่า ณ ปัจจุบัน หัวใจสำคัญของ การทำ Facebook Fan Page ให้ติดอันดับบน Google ก็คือ การทำให้เพจของเราดูมีคุณภาพสูงที่สุดสำหรับ Keyword นั้นๆ ในสายตาของ Google นั่นเอง และการจะทำอย่างนั้นได้ ก็ต้องอาศัย

1. การทำ Facebook Onpage SEO ให้เพจของเราอย่างดีที่สุด เพื่อส่งสัญญาณให้ Google รู้
2. หมั่นดูแล อัพเดทเพจ ให้มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง สร้าง Engagement สร้าง Trustworthy
3. รู้จักโปรโมทเพจ ให้คนรู้จัก ให้คนเห็น (ทั้งแบบเสียเงินและไม่เสียเงิน) เพื่อสร้าง Traffic

โดยทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวอธิบายข้างต้นนั้น เป็นเพียงแต่แนวทาง หรือ หลักการ ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจ Facebook SEO ง่ายและชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่เป็นตัวเรียนรู้ที่ดีที่สุด ก็คือ การลงมือทำด้วยตัวคุณเอง โดยหมั่นคอยสังเกตเพจของคู่แข่ง หรือเพจอื่นๆที่เค้าติดอันดับ แล้วนำมาเป็นไอเดีย เอามาปรับใช้พัฒนาการทำ SEO รวมถึง การทำการตลาด โดยใช้ Facebook ในธุรกิจของคุณต่อไป

หมายเหตุ :

#ผมไม่รับทำ SEO นะครับ ถ้ารับทำ คงจะไม่มาเขียนบทความอธิบายละเอียดแบบนี้
#อยากให้คุณอ่าน ทำความเข้าใจ และพยายามไปลองหัดทำด้วยตัวเอง (จะได้ประหยัดตังนะ 555+)
#คนที่จะดูแล อัพเดท Facebook Page ได้ดีที่สุด คือคนที่รู้และเข้าใจธุรกิจของคุณดีที่สุด
#ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน .. นอกเสียจาก “ตัวคุณเอง”
#หากคุณอ่านจบและเห็นว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ต่อคนที่คุณรู้จัก ช่วยแชร์ต่อด้วยนะครับ :)

JoJho
คนทำเว็บนอกคอก

ในเรื่องของ Facebook Page นั่นจริงๆ ยังมีอีกมายมาย เช่น การนำมันมาประยุกต์ใช้ในการทำธุรกิจ , การทำ Intenet Tribe , การใช้ Facebook Page ในการหา Traffic เพื่อช่วยเรื่อง SEO เป็นต้น … แต่วันนี้ ขอโฟกัสไว้ที่ การทำ SEO กับ Facebook Page ก่อนนะ ส่วนเรื่องอื่นๆ ไว้จะมาแนะนำกันในโอกาสต่อไปครับ

(รู้สึกบทความนี้ยาวเกินสำหรับบล็อก ไปเขียนเป็น Ebook ขายดีมั๊ย ^_^ ใครจะซื้อ ?)
ที่มา http://www.webbastard.net/seo-facebook-page-guide/

10 แหล่งข้อมูล SEO ระดับโลก ที่ควรติดตาม

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่สนใจในเรื่อง การทำ SEO , Google รวมไปถึง Digital Marketing … แหล่งข้อมูลที่ผมจะแนะนำต่อไปนี้ จะเป็นแหล่งเรียนรู้ชั้นยอด ที่รับรองได้ว่าจะเป็นประโยชน์ เพราะมีทั้ง ข่าวสาร ข้อมูล แนวคิด ข้อแนะนำ เทคนิคต่างๆ มากมาย ให้คุณได้เลือกศึกษาเรียนรู้ เกี่ยวกับ SEO , SEM , Digital Marketing
4+6 : SEO & Digital Marketing Resource ที่คุณควร Follow

ในความเป็นจริงนั้น แหล่งเรียนรู้ รวมถึงบรรดาผู้เชี่ยวชาญ (Expert) ในสายงานด้าน SEO และ Digital Marketing นั้น มีอยู่เยอะมากจริงๆในต่างประเทศ แต่ที่ผมแนะนำในบทความนี้ เป็นผู้มีชื่อเสียงระดับ TOP ของวงการ SEO ที่มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมากจากทั่วโลก (รวมถึงตัวผมเองด้วย) … ซึ่งผมคิดว่า หากคุณได้ติดตามด้วย น่าจะมีประโยชน์ทีเดียว

[ Website / Blog ]

1. Search Engine Land
A hub for news about SEO, PPC / CPC & SEM
http://searchengineland.com/

2. MOZ
A Vibrant Online Marketing Community • Resources for Learning Inbound Marketing
https://moz.com/blog

3. Search Engine Watch
อีกหนึ่งเว็บที่ให้ ข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับ Sarch Engines และ Search Engine Marketing
http://searchenginewatch.com/

4. Search Engine Journal
News, interviews and how-to guides from marketing experts around the world.
http://www.searchenginejournal.com/

[ Influencer ]

1. Danny Sullivan
Founding Editor of Search Engine Land.
https://plus.google.com/+DannySullivan/
http://searchengineland.com/author/danny-sullivan

2. Matt Cutts
คนที่คุณก็รู้ว่าใคร (อดีต หัวหน้า Google Webspam Team)
https://plus.google.com/+MattCutts/

3. Darren Rowse – Problogger
ผู้ก่อตั้ง Problogger.net
http://www.problogger.net/
https://plus.google.com/+DarrenRowse/

4. Jeff Bullas
Blogger, writer, strategist and speaker on social media, content marketing and digital marketing
http://www.jeffbullas.com/
https://plus.google.com/109167101392398799057/

5. Brian Clark – Copyblogger
Writer, new media producer, CEO of Copyblogger Media.
เรียกว่าเป็น “ตัวท๊อป” ในวงการ Content Marketing (แต่ที่น่าแปลกคือ เค้าไม่ใช้ Facebook)
http://www.copyblogger.com/blog/
https://plus.google.com/+BrianClark/

6. Neil Patel
อีกหนึ่ง Influencer ในวงการ Digital Marketing ผู้ร่วมก่อตั้ง KISSmetrics, Quicksprout, Crazy Egg
http://neilpatel.com/blog/
บุคคลเหล่านี้ถือเป็นผู้ทรงอิทธิพล ที่มีชื่อเสียงในวงการ SEO และ Digital Marketing ระดับโลก … การได้ติดตามอ่านบทความที่พวกเขาเขียน ย่อมจะได้อะไรดีๆ ไม่มากก็น้อย จึงอยากนำมาแนะนำบอกต่อกันครับ
ที่มา  http://www.webbastard.net/seo-follow-me/

http://goo.gl/HxPgBo
Wednesday, 25 November 2015

SEO 3 บรรทัด หลักในการทำseo

SEO 3 บรรทัด

ภาพรวมของการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ในปัจจุบัน สรุปแบบให้เข้าใจง่ายๆได้ 3 บรรทัด คือ
1. โครงสร้างเว็บดี
2. บทความเขียนดี Unique + มีประโยชน์
3. มี Traffic มีคนเข้ามาอ่าน มีการแชร์ มี Backlink

SEO (สมัยนี้) หัวใจหลักๆมันก็มีแค่นี้แระครับ … “SEO 3 บรรทัด” โดยเฉพาะกับเว็บไซต์ประเภท BLOG

สอดคล้องกับที่ “ลุงเต่า เขย่าเว็บ” หรือ พี่เอก (ผู้ใหญ่ใจดี ในวงการ IM อีกท่านที่ชาว IM รู้จักกันดี) ได้กล่าวไว้
ผมเองเป็นแฟนคลับของลุงเต่า ได้ไปคอมเม้นท์ในโพสหนึ่งในเฟสบุ๊คของลุง เลยได้เฉลยมา อิอิ!!

seo-3-บรรทัด

3 บรรทัด
Structure
Contents
Backlink

อ่ามันตรงกับที่ผมแนะนำคุณอุ้มไปพอดี๊พอดี (เหมือนผมกับลุงเต่ามีใจเดียวกัน 555+)

[ชื่อโพสนี้ “SEO 3 บรรทัด” ผมได้ไอเดียมาจากคำพูดของลุงเต่าครับ เลยต้องให้เครดิตหน่อย]

หากใครติดตามบทความก่อนๆใน Webbastard.net จะทราบว่าผมมักจะย้ำอยู่บ่อยๆ ว่าหัวใจหลักการทำ SEO นั้น
(สำหรับตัวผม) มีอยู่ 2 อย่างคือ Content + Traffic ซึ่งหากนำมาเปรียบกับ SEO 3 บรรทัด

• Content = บรรทัดที่ 1 (โครงสร้างเว็บ) + บรรทัดที่ 2 (ตัวเนื้อหาบทความ)
• Traffic = บรรทัดที่ 3 (การโปรโมท การสร้าง Backlinks)

โดยหากเทียบกับการปฎิบัติตามแนวทางคนทำ SEO ทุกคนรู้จักและคุ้นเคยกันดี ก็คือ

• บรรทัดที่ 1 กับ บรรทัดที่ 2 (Structure + Contents) เราทำภายในเว็บของเรา จะนิยมเรียกกันว่า On-Page
• บรรทัดที่ 3 (Backlinks) เราทำได้ภายนอกเว็บของเรา โดยทั่วไปนิยมเรียกกันว่า Off-Page
SEO บรรทัดที่ 1 – โครงสร้างเว็บ (Website Structure)

คำว่า Site Structure นี้ โดยทั่วไป หากมองแบบพื้นฐานๆ ให้เข้าใจได้ง่ายๆ ก็จะครอบคลุมในส่วนของ

• การออกแบบโครงสร้างของเว็บ (Design Layout) เช่น Sidebar , Footer
• การจัดหมวดหมู่ของเนื้อหา (Categories , Tags)
• การคิดเรื่อง Site Navigator (Main Menu , Sub Menu)
• การเชื่อมโยงกันระหว่างแต่ละหน้าเพจด้วยลิงค์ (Link Structure)
• การเลือกชื่อมาตั้งเป็น URL (URL Structure)
• การออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ที่รองรับมือถือ (Mobile-Friendly)
• การคำนึงถึงความเร็วของไซต์ (Site Speed)

เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ขอยกตัวอย่าง เว็บไซต์ iaumreview ซึ่งตัวสำคัญๆที่ผมอยากให้ดู คือ

1. การวางโครงสร้างในส่วนของเมนูหลัก และหมวดหมู่บทความ ซึ่งผมได้จัดวางไว้คือ

iUpdate (News ไว้อัพเดทข่าวสาร & ประชาสัมพันธ์)
iReview
– Smartphone Review
– Tablet Review
– App Review
– Gadgets Review
iShare
– iTeach (How to)
– iSay (เรื่องเล่ามีสาระ)
iLifestyle
– iEat (รีวิวอาหาร)
– iTravel (รีวิวที่เที่ยว)
– iPlay (สอนเล่น Ukulele)
iStore (สำหรับขายของ หรือ แนะนำสินค้า)

เวลาที่เราจะสร้างเว็บหรือสร้างบล็อก สิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องทำ คือ การวางแผนเมนูและจัดหมวดหมู่บทความ การที่เรามีหมวดหมู่ จะช่วยทำให้เรารู้ถึงขอบเขตของเนื้อหาที่จะนำมาใส่ลงในเว็บ

กรณีหากเนื้อหาเรายังน้อย หรือ ต้องการโฟกัสไปที่ Niche ให้ลึกๆ (ไม่อยากให้กว้างมากนัก) จากตัวอย่างข้างต้น เราอาจจะ ยุบเหลือแค่ Smartphone Review, Tablet Review , App Review , Gadgets Review เพียงแค่นี้ก็สามารถทำได้

2. การจัดวางในส่วนของ Main Content และ Sidebar รวมถึง Footer และ ตำแหน่งของ Ads

    ในส่วนของ Site Structure นี้ผมอยากให้คำนึงถึง User Experience เป็นหลัก คือ ง่ายต่อผู้ใช้งาน ง่ายต่อการทำความเข้าใจ เพราะ โครงสร้างเว็บที่ดี ถือเป็นรากฐานสำคัญ ที่มีส่วนช่วยในเรื่องของการทำ SEO

SEO บรรทัดที่ 2 – เนื้อหาบทความ (Contents)

แม้คุณจะอ่านเป็นครั้งที่ร้อย ก็ยังต้องยอมรับอยู่ดี และตอกย้ำในใจเสมอ ว่า การทำ SEO นั้น Content is King เพราะตัวเนื้อหา หรือ Content นี้เอง ที่ถือได้ว่าเป็นตัวสำคัญและเป็นปัจจัยหลักที่ Google นำมาใช้ในการจัดอันดับเว็บ

ในส่วนของ Content SEO นั้น จะเริ่มต้นตั้งแต่
– การหาหัวข้อ TOPIC หาไอเดีย ที่จะนำมาเสนอ ให้ตรงกับหมวดหมู่ของ Site Structure ที่เราได้วางไว้
– มีการวางแผนวิเคราะห์คีย์เวิร์ด (Keyword Analysis) ส่วนสำคัญหลักอีกตัวหนึ่งที่ใช้ชี้วัดความสำเร็จในการทำ SEO
– เทคนิคการเขียนบทความ
– การปรับแต่งพื้นฐาน Onpage SEO เพื่อส่งสัญญาณที่ดีต่อ Google

ในส่วนนี้ ผมจะขอไม่กล่าวถึงมากนัก ให้ลองอ่านจาก 3 บทความย้อนหลังที่ผมได้เขียนอธิบายไว้ พอเป็นแนวทาง

► Quality Content ในสายตา Google (ตอนที่ 1)
► Quality Content ในสายตา Google (ตอนที่ 2)
► 10 เทคนิค การเขียนบทความ / เขียนบล็อก ให้ประสบความสำเร็จ
SEO บรรทัดที่ 3 – การโปรโมท หาคนเข้าเว็บ (Traffic)

เมื่อเรามี Site Structure ที่ดี + Content คุณภาพ แล้ว
สิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ ในการทำ SEO ก็คือ การโปรโมทเว็บ/บทความ

คนทำ SEO มักจะนิยมเรียกกันในส่วนนี้ว่าเป็น การสร้าง Backlinks ซึ่งก็ไม่ได้ผิดแต่ประการใด เพราะในการโปรโมท คุณจำเป็นต้องมี ที่อยู่ของเว็บ หรือ ที่อยู่ของบทความ โดยเจ้า “ที่อยู่” ในที่นี้ ก็คือ URL Address ที่เราต้องนำไปวาง นำไปบอกต่อ เพื่อเป็นเสมือน ทางเข้าเว็บ ที่ใช้เชื่อมโยงระหว่าง ผู้อ่านกับตัวเว็บ นั่นเอง เราจึงเรียกมันว่า “Backlinks”

ในอดีตเจ้า Backlinks นี้เอง Google ถือเป็นปัจจัยหลักสำคัญ ในการจัดอันดับเว็บ เพราะเชื่อว่า 1 ลิงค์ = 1 โหวต

หมายถึงเว็บที่มีลิงค์ชี้มามากๆ โดยนัยยะแล้ว Google มองว่า เป็นการถูกโหวตจากคนอื่นๆ ทำให้น่าเชื่อถือ น่าสนใจ … ด้วยเหตุผลนี้เองจึงทำให้ เหล่าผู้เชี่ยวชาญ SEO ต่างคิดหาเทคนิค ที่เกี่ยวกับการสร้างลิงค์ (Link Building) มาหลอกล่อ Google เพื่อดันอันดับเว็บของตน

แต่ในปัจจุบัน Google ได้ยกระดับ พัฒนาตัวเอง เพื่อต่อสู้กับการโดนหลอกด้วยวิธีการต่างๆจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญ SEO โดยหันมาให้ความสำคัญกับ Backlinks ที่มีคุณภาพ รวมถึง Content ที่มีคุณภาพ มากยิ่งขึ้น

ส่วนตัวแล้วสำหรับผม การสร้าง Backlink หรือ Link Building แบบเก่าๆ ถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการโปรโมทเว็บ ในความเป็นจริงแล้ว การหา Traffic ยังมีช่องทางอยู่อีกมากมาย ที่คุณอาจจะคาดไม่ถึง ยกตัวอย่าง (แบบกว้างๆ) อาทิเช่น

• SEO Traffic
• Traditional Link Building
• Social Media
• Relationship Marketing
• Content Leverage
• Offline Traffic
• Paid Traffic
• Mobile Traffic
• Product Creation

ในปัจจุบันการโปรโมทเว็บเพื่อหา Traffic ตัวที่ ง่าย + ฟรี + แรง และเป็นที่นิยม ก็คือ การใช้ Social Media

ยกตัวอย่างเช่น เว็บของคุณอุ้ม iaumreview.com ในการหา Traffic ของคุณอุ้มนั้น ใช้เพียงแค่ Social Media เป็นหลัก นั่นก็คือ Facebook , Youtube , Twitter และ Instagram … ผมอยากให้คุณมองแบบง่ายๆว่า การโปรโมทด้วย Social Media มันก็คือการสร้าง Backlinks บน Social Media นั่นเอง

ส่วน Traditional Link Building ของคุณอุ้ม ก็อาจจะมีการไปโพสในเว็บบอร์ด เช่น Pantip บ้างในบางครั้ง โดยจุดสำคัญที่อยากให้สังเกต นั่นก็คือ ลิงค์คุณภาพ คือ ลิงค์ที่เมื่อเราวางแล้ว มันมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิด Traffic คือ มีคนคลิกลิงค์นั่นเอง !! หรือไม่ก็มาจากเว็บไซต์ที่มีชื่อเสียง หรือเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ

และอีกอย่างหนึ่งคือ การบอกต่อแบบปากต่อปาก ทั้งในหมู่เพื่อนฝูงและผู้ติดตาม (แฟนคลับ) ของ IAUMREVIEW

เมื่อพูดถึง “ผู้ติดตาม” มันตรงกับ สิ่งที่ผมเคยเขียนไว้ ในเรื่องของ ► การสร้างชนเผ่าในอินเตอร์เนต (Internet Tribe) การสร้างฐานผู้ติดตาม สร้าง Connection กับผู้ชม คุณจะสามารถกินยาว ได้ในเรื่องของการหา Traffic ดังเช่น กรณีของ iaumreview เป็นต้น
สรุป

จากกรณีตัวอย่างที่ผมหยิบยกมานำเสนอนี้ เพื่อสื่อให้เห็นว่า ในการทำ SEO นั้น หากคุณเข้าใจหัวใจหลักของมัน จะพบว่า จริงๆแล้วก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากคุณเป็น Blogger เป็น Writer หรือเป็น Content Creator ด้วยแล้ว ขอเพียงเข้าใจ “หลัก” หรือ “แก่น” ของการทำ SEO … ผมเชื่อว่า การทำอันดับบน Google ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ !! (เพียงแต่อาจต้องใช้เวลาสักหน่อย)

SEO 3 บรรทัด (หลักในการทำ SEO)
1. Site Structure – วางโครงสร้างเว็บให้ดี
2. Quality Content – สร้างเนื้อหาบทความที่มีคุณภาพ
3. Site Promote – รู้จักโปรโมท ฉลาดในการสร้าง Backlinks เพื่อหา Traffic
ที่มา http://www.webbastard.net/the-core-of-seo/

http://goo.gl/HxPgBo
Tuesday, 24 November 2015

10 วิธีการเขียนบทความ / เขียนบล็อก ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด



10 วิธีการเขียนบทความ / เขียนบล็อก ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับในบทความนี้ผมจะขอมาแนะนำวิธีที่จะช่วยทำให้ Blog ของคุณมีประสิทธิภาพ แบบเจาะลึกลงรายละเอียดให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้คุณกลายเป็น Blogger ที่มีคุณภาพในสายตาคนอ่าน รวมไปถึง หลักของการเขียนบทความที่ดี และ การเขียนบทความให้เป็นมิตรต่อ SEO
#1 – กำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการเขียนบล็อก (Blog  Purpose)

+ คุณจะเขียนบล็อกไปทำไม ?
+ อะไรคือวัตถุประสงค์ หรือ จุดมุ่งหมาย ?
+ คอนเซ็ปต์ของบล็อกคืออะไร ?
+ บทความที่คุณตั้งใจจะนำเสนอ ตั้งใจจะเขียนเพื่ออะไร ?

คำถามเหล่านี้ถือเป็นจุดเริ่มต้น ที่หลายคนมองข้าม และหลายต่อหลายบล็อก (รวมไปถึงบทความงานเขียนส่วนใหญ่) ที่ถูกเขียนขึ้นมานั้น สร้างมาอย่างไร้จุดหมาย ซึ่งหากเราไม่รู้ว่าเราจะเขียนบล็อกขึ้นมาทำไม … มันก็ยากที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้ (เป้าหมายมีไว้พุ่งชน แต่คุณจะพุ่งชนอะไร ในเมื่อคุณไม่มีเป้าหมาย ??)

การกำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ไว้ก่อนนี้ ก็เพื่อให้คุณได้หลัก หรือ จุดหมาย สำหรับกำหนดทิศทางและหาแนวทางปฎิบัติได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง 3 เป้าหมายหลักๆของการเขียนบล็อก ซึ่งเป็นที่นิยม เช่น

เขียนบล็อกเพื่อสร้างรายได้ (Blog For Money) : คุณสร้างบล็อกขึ้นมา , เผยแพร่ Content ที่น่าสนใจ , มี Traffic มีคนอ่าน จากนั้น หารายได้จาก Adsense หรือ Affiliate Marketing หรือ ติด Banner โฆษณา หรือ ช่องทางอื่นๆ นี่เป็นเป้าหมายที่นิยมในหมู่ของ คนที่ต้องการหารายได้จากอินเตอร์เนต

กรณีนี้ ตัวอย่างแนวทางปฎิบัติคือ : การให้ความสำคัญกับ Content ที่มีความเกี่ยวข้องสอดคล้องกับ Keyword ที่จะทำเงินให้คุณ

เขียนบล็อกเพื่อนำเสนอ (Blog For Lead) : ไม่ว่าจะขายสินค้า หรือ บริการ (ทั้ง Online และ Offline) การใช้ Blog ถือเป็นวิธีการโปรโมท ทางอินเตอร์เนตที่มีประสิทธิภาพที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะคุณสามารถที่จะสื่อสารกับกลุ่มคนอ่าน โดยนำเสนอ สินค้า/บริการ ผ่านทางการเขียนบทความ เพื่อโน้มน้าวใจพวกเค้ากลายมาเป็นลูกค้าได้ หรือเพื่อให้เค้าเกิดความสนใจในเบื้องต้น จนที่สุดแล้วติดต่อเรามาเพื่อสอบถามพูดคุยกันต่อไป

กรณีนี้ ตัวอย่างแนวทางปฎิบัติคือ : การให้ความสำคัญกับการให้รายละเอียดข้อมูลที่ครบถ้วน รวมไปถึงคำแนะนำต่างๆ ที่จะโน้มน้าวให้ผู้อ่านเชื่อใจ และตัดสินใจเลือกเรา

เขียนบล็อกเพื่อเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บ (Blog For Traffic) : หากคุณถามผู้เชี่ยวชาญการตลาดออนไลน์ หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO ถึง วิธีการเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ คำตอบหนึ่งที่คุณจะได้รับอย่างแน่นอน นั่นก็คือ “สร้าง Blog ครับ/ค่ะ” หรือ “ใช้ Content Marketing สิ” ซึ่งการเขียนบล็อกเพื่อเพิ่ม Traffic ยังเสมือนเป็นการขยาย Brand Awareness ทำให้คนรู้จักเรามากยิ่งขึ้นด้วย

กรณีนี้ ตัวอย่างแนวทางปฎิบัติคือ : การให้ความสำคัญกับการอัพเดทอย่างต่อเนื่อง และรู้จักเลือกหัวเรื่องนำเสนอที่คิดว่าคนจะให้ความสนใจ หรือที่กำลังเป็นกระแส หรือเป็นที่นิยม (Trending Topics)
#2 – ค้นหาข้อมูลก่อนลงมือเขียน (Research)

การจะเขียนบทความขึ้นมาสักบทความหนึ่งให้มีคุณภาพนั้น จำเป็นต้องอาศัยเวลา หากต้องการทำให้ง่ายขึ้น ก่อนที่จะลงมือเขียน คุณควรจะทำการค้นคว้าข้อมูลก่อน เรื่องนี้ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก (ส่วนตัวแล้วสำหรับผม ถือเป็น หัวใจหลักเลย เรื่อง หาข้อมูล)

เมื่อคุณได้หัวเรื่องที่จะเขียน ให้ทำการค้นหาใน Google โดยใช้ คำค้นหาที่ใกล้เคียง เพื่อ
– รวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม หาไอเดีย มาต่อยอดในงานเขียนของเรา
– ดูคนอื่นว่า เค้าเขียนอย่างไร ในหัวข้อที่เรากำลังจะเขียน
– ดูบทความอื่นๆที่ติดอันดับหน้าแรกๆบน  Google
– เพื่อนำมาวิเคราะห์ ว่าการตั้งชื่อโพสแบบไหน ลักษณะการเขียนอย่างไร Google ถึงชอบ

    อย่าลืมที่จะทำการค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อนำมาพัฒนาการเขียนบทความ การเขียนบล็อกของเราให้ดียิ่งขึ้น

#3 – ตั้งชื่อโพสอย่างมีกึ๋น (Post Title)

เมื่อคุณได้ไอเดียที่จะเขียนแล้ว สิ่งสำคัญต่อมาก็คือ การตั้งชื่อโพส (ตั้งชื่อบทความ) …
ซึ่งโดยปกติแล้ว หน้าที่สำคัญของ Post Title นั้น มีอยู่ด้วยกัน 2 อย่าง คือ
1. เพื่อให้คนที่เห็น เกิดความรู้สึกน่าสนใจ อยากคลิกอ่าน
2. เพื่อให้เป็นมิตรต่อการทำ SEO
ดังนั้นในการตั้งชื่อโพสในบล็อก เราควรอาศัยหลักที่ว่านี้ ควบคู่กันไป

ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ เอาว่า บทความนี้เลยละกัน

General Keyword = การเขียนบล็อก , การเขียนบทความ
Long Tail Keyword =  เทคนิค + การเขียนบล็อก / การเขียนบทความ + ที่ดี
Semantic Keyword = เทคนิค + การเขียนบล็อก / การเขียนบทความ + ประสบความสำเร็จ
Post Title = 10 เทคนิค การเขียนบทความ / เขียนบล็อก ให้ประสบความสำเร็จ

ตั้งชื่อแบบนี้ คนเห็นก็อยากคลิกอ่าน รู้สึกน่าสนใจ อีกทั้งยัง SEO-Friendly เหมาะต่อการทำ SEO เพราะมี Keyword อยู่ในชื่อโพสด้วย … ส่วนไอเดียการตั้งชื่อ Post Title นั้น ก็อาจจะหาไอเดียแบบง่ายๆ จาก Related Keyword ใน Google (ในส่วนของ Predictive Search) ดังภาพตัวอย่าง

การเขียนบทความ-relatekeyword

หรือยกตัวอย่างเพิ่มเติม

main keyword = รีวิวร้านอาหาร
longtail keyword = รีวิวร้านอาหาร อร่อย
longtail keyword = รีวิวร้านอาหาร ราคาถูก
longtail keyword = รีวิวร้านอาหาร ชื่อดัง
longtail keyword = รีวิวร้านอาหาร อร่อย กรุงเทพ
longtail keyword = รีวิวร้านอาหาร อร่อย สีลม
long + semantic keyword = รีวิวที่กิน อร่อย สีลม
long + semantic keyword = แนะนำ ร้านอาหาร เมนูเด็ด สีลม
long + semantic keyword = รีวิวร้านอาหารญี่ปุ่น สีลม
long + semantic keyword = รีวิวร้านอาหารเวียดนาม ในกรุงเทพ

focus keyword หรือ main keyword หรือ จะเรียก seed keyword ก็สุดแล้วแต่ ส่วน long tail กับ semantic เอาจริงๆมันก็คล้ายๆกัน  ยิ่งยกตัวอย่างมากไปหรือใช้ศัพท์เทคนิคมากเกิน อาจจะยิ่งทำให้งง เอาเป็นว่าง่ายๆคือ เราต้องฉลาดในการเล่นคำ ที่จะเอามาเป็น Keyword โดยยึดหลัก คำที่คนน่าจะนิยมใช้ค้นหาเป็นหลัก (ใช้ Keyword Planner ดู Volumn) ว่า เราจะใช้คำไหนดี ที่เข้ากับเนื้อหาบทความของเรา เอามาตั้งเป็นชื่อ Post Title

ข้อคิดสำคัญ : ในส่วนของการตั้งชื่อโพสนี้ ถือว่าจำเป็นมากๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่หวังผลจะเขียนเพื่อทำ SEO ด้วยแล้ว นอกเหนือจากการวิเคราะห์ Keyword เบื้องต้น (โดยใช้ ► Google Keyword Planner) เพื่อหา Volumn ปริมาณการค้นหา หากคุณได้ทำการ Research ข้อมูลในข้อที่ 2 แล้วทำการวิเคราะห์คู่แข่งมาก่อน มันจะช่วยทำให้สามารถตัดสินใจวางแผนในการปรับเปลี่ยน Post Title รวมถึง Keyword … โดยพยายามหลีกเลี่ยง ที่จะแข่งขันกับ เว็บไซต์ที่เป็น Authority Site (เว็บใหญ่ๆเว็บดังๆ) ที่จำนวนมากๆ และหันมามอง Long Tail Keyword หรือ Semantic Keyword แทน ที่เว็บไซต์คู่แข่งที่แข็งแกร่งมีจำนวนน้อยกว่า
#4 – กำหนดเค้าโครงของโพส (Post Outline)

เมื่อได้ชื่อโพสมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่จะช่วยให้งานเขียนของคุณง่ายขึ้น และช่วยลดระยะเวลาในการเขียน นั่นก็คือ การกำหนดเค้าโครงสร้าง ในที่นี้หมายถึง “การตัดสินใจเลือกว่า ในบทความที่เราจะเขียนนั้น จะประกอบด้วยหัวข้ออะไรบ้าง” เสมือนเป็นการแบ่งย่อยบทความเป็น Section ซึ่งการกำหนด หัวข้อ/หัวเรื่อง ให้กับบทความนั้น นอกเหนือจากจะทำให้เราประหยัดเวลาในการเขียน ยังช่วยทำให้ง่ายต่อการอ่านอีกด้วย

ยกตัวอย่างการเขียนบทความนี้ ผมวาง Post Outline ไว้คือ
– ประโยชน์
– แนวคิดหลัก
– วิธีการ (แบ่งย่อย อีก 10 หัวข้อย่อย)
– บทสรุป
#5 – รู้จักเขียน Introduction (Post Intro)

“เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง” – คำกล่าวนี้นำมาใช้ได้จริงกับการเขียนบทนำสำหรับโพสลงในบล็อก

บทนำสำหรับการเขียนบล็อกที่ดี ควรจะมีความยาวสักประมาณ 2-3 บรรทัด โดยอธิบายถึงภาพรวมคร่าวๆของเนื้อหาในบทความนั้นๆ ในขณะที่ สอดแทรกด้วยข้อความที่ชวนให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกน่าสนใจ ชวนให้ติดตาม และแน่นอนว่า อย่าลืมที่จะใส่ Keyword ลงไปใน Post Intro ด้วย หากคุณหวังที่จะเป็นมิตรต่อ SEO (ตัวอย่าง ย้อนกลับไปดูด้านบนสุดนะครับ ^_^)
#6 – ขนาดของบทความ ยาวดีกว่าสั้น (Post Length)

หากเรากล่าวถึงเฉพาะการเขียนบทความสำหรับ Blog เมื่อดูจากสถิติของที่มาหลายๆแห่ง ทั้งจาก Blog ที่ให้ความรู้ด้าน SEO ของต่างประเทศ รวมถึงจากประสบการณ์วิเคราะห์ผล SERPs ส่วนตัว ผลยืนยันได้ว่า บทความที่มีความยาว มีแนวโน้มที่จะถูกจัดอันดับบน Google ได้ดีกว่าบทความที่มีขนาดสั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ได้หมายความว่า บทความยาวๆทุกบทความจะอันดับดีกันหมด หรือ บทความสั้นๆไม่มีโอกาสติดอันดับเลย

    สิ่งสำคัญที่มากกว่า ขนาดของบทความ คือ คุณค่าของตัวเนื้อหา ว่ามีประโยชน์ต่อคนอ่าน อีกทั้งมีความสอดคล้องกับคำค้นหา มากน้อยเพียงใด

#7 – เรียนรู้กฎพื้นฐานของ Onpage SEO

SEO ถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนและซับซ้อน แต่หากพูดถึง SEO กับ การเขียนบทความ คุณไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญในเรื่องของ SEO ในทุกๆเรื่องก็ได้ แต่สิ่งที่คุณจำเป็นต้องเรียนรู้ ก็คือ คอนเซ็ปต์พื้นฐานในการปรับแต่ง Onpage หรือ การปรับแต่งบทความ ให้เป็นมิตรต่อ SEO

Onpage SEO ในส่วนของ Content นั้นก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแค่กฎบางข้อที่คุณต้องนำมาปรับใช้กับบทความของคุณ เพื่อช่วยส่งสัญญาณที่ดีให้ Google เข้าใจบทความเรามากยิ่งขึ้น ซึ่งหลักๆก็มีดังต่อไปนี้

• ชื่อ Title ปรับให้มีขนาดน้อยกว่า 60 ตัวอักษร และต้องมี Keyword ร่วมอยู่ด้วย
• เขียน Descriptions ให้น่าอ่าน อยู่ระหว่าง 150-160 ตัวอักษร และควรมี Keyword ร่วมอยู่ด้วย
• การใส่  ALT tags สำหรับรูปภาพในบทความ เพื่อบอก Google ให้รู้ว่ารูปนั้นเกี่ยวกับอะไร
• การใช้ H1 สำหรับชื่อโพส (ปกติชื่อโพสจะถูกตั้งให้เป็น H1 อัตโนมัติอยู่แล้ว)
• การใช้ H2, H3 , H4 tags สำหรับหัวข้อย่อย หากมี Keyword อยู่ด้วยจะยิ่งดี (ดูตามความเหมาะสม)
• การตั้งชื่อ URLs หากมี Keyword อยู่ด้วยจะยิ่งดี (ดูตามความเหมาะสม)
• ทำหน้าเพจให้โหลดเร็วๆ อะไรที่ไม่จำเป็นก็ตัดทิ้ง เช่นพวก Script ต่างๆ รวมถึงขนาดไฟล์ของรูปภาพ
• การสร้าง Internal Links อย่างชาญฉลาด เพื่อเชื่อมโยงบทความใหม่และเก่าในบล็อก
• การทำโครงสร้างหน้าเว็บให้เป็นมิตรต่อทั้ง User และ Bot
• การทำให้หน้าเว็บรองรับการดูบนมือถือ

(เรื่อง Onpage SEO นี้จะกล่าวแบบละเอียดในโอกาสต่อไป)
#8 – ตกแต่งบทความให้น่าอ่าน

เมื่อตั้งชื่อโพสที่น่าสนใจ และเขียนบทความที่ดี เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไป ที่จำเป็นต้องทำ
ก็คือ การจัดหน้าตาของโพส ให้ดูสวยงาม และง่ายต่อการอ่าน ไม่ว่าจะเป็น

• การขึ้นบรรทัดใหม่และการจัดวางพารากราฟ (4 บรรทัด ต่อ พารากราฟ กำลังสวย)
• การใช้ Bullet เพื่อช่วยให้อ่านง่ายและดูน่าสนใจ
• การปรับขนาดและสีสันของตัวอักษร ทั้งในส่วนของหัวข้อย่อย และในตัวเนื้อหา
• การใช้ตัวหนา-ตัวเอียง เพื่อเน้นข้อความ
• การเลือกใช้รูปแบบ Font ที่เหมาะสม
• การเพิ่มรูปภาพประกอบ ให้ดูมีสีสัน มีชีวิตชีวา
• การเพิ่ม External Links ที่มีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหา และเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน

#9 – รู้จักโปรโมทเผยแพร่บทความให้คนเห็น

การเขียนบล็อก ต่อให้คุณเขียนบทความ มีเนื้อหาที่ดีขนาดไหนก็ตาม มันจะไม่ประสบความสำเร็จได้เลย
หากไม่มีคนเห็น ไม่มีคนรู้จัก และไร้ซึ่งคนอ่าน … อย่ามองว่าการโปรโมทเป็นตัวเลือกหนึ่ง แต่ให้มองว่า
มันเป็นส่วนหนึ่ง (ที่สำคัญมากเสียด้วย) ของการเขียนบล็อก หรือ การทำ Content Marketing

ในปัจจุบัน Social Media ทำให้เราสามารถทำการโปรโมทได้ง่ายขึ้น
สิ่่งที่ควรจะทำหลังจากที่คุณได้เผยแพร่บทความลงในบล็อกแล้ว อาทิเช่น

• แชร์โพสใน Facebook Page
• แชร์โพสใน Facebook Profile (เฟสส่วนตัวของคุณ)
• แชร์โพสใน Twitter , Instagram , Pinterest หรือ Line
• แชร์โพสใน Facebook Group ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของคุณ
• การใช้ Email List ส่งเป็น Newsletter สำหรับผู้ที่มาติดตามบล็อกของคุณ
• โปรโมทโพสผ่าน Comment ในเว็บไซต์ หรือ Facebook Page อื่นๆ
(เลือกที่มีเนื้อหาใกล้เคียง ตามความเหมาะสม และกาลเทศะ)
• โปรโมทโพสผ่าน Webboard ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา หรือที่น่าจะทำให้คนเห็น
• การนำบทความไป Submit กับ PR Site คุณภาพ
• (สำหรับคนมีงบ) ลงโฆษณากับ Facebook Ads หรือ Twitter Ads
• (สำหรับคนมีงบ) ลงโฆษณากับ Google Adwords

ในขั้นตอนนี้ นักทำ SEO ส่วนใหญ่นิยมเรียกมันว่า “การสร้าง Backlinks” ซึ่งผมถือว่ามันเป็นส่วนหนึ่งในการโปรโมท
#10 – เขียนบทความใหม่ๆอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

ไม่ว่าจะเป็นคนอ่าน , Search Engine หรือ Social Media ต่างล้วนมองหา Content ใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการที่เราหมั่นอัพเดทบทความ ที่สดใหม่ มีความ Unique และ มีความสอดคล้องเกี่ยวข้องกับ วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายหรือคอนเซ็ปต์ของบล็อก ย่อมสามารถช่วยทำให้บล็อกมี Traffic เพิ่มมากขึ้น และเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จในฐานะ Blogger ได้ในระยะยาว
บทสรุปส่งท้าย

ในสายงาน Digital Marketing นั้นการสร้าง Content มีอยู่ด้วยกันหลากหลายช่องทาง แต่ การเขียนบล็อก (Blogging) โดยใช้ทักษะของ การเขียนบทความ ถือเป็น กระบวนการหลักอย่างหนึ่ง ซึ่งหากคุณสามารถสร้าง Content / สร้างบทความ ที่มีคุณภาพด้วยแล้ว ย่อมเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ประสบกับความสำเร็จดังที่ตั้งเป้าหมายไว้ ไม่ว่าจะในฐานะของ Blogger , Web Master/Admin , SEO Specialist , Internet Marketer , Content Creator , Copy Writer และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Online Business Owner …

บทความนี้ น่าจะช่วยทำให้ท่านเข้าใจถึง การสร้าง Content / การเขียนบล็อก / การเขียนบทความ ให้มีคุณภาพ ได้อย่างเห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น และผมหวังว่าท่านจะลองนำไปใช้ต่อยอดสร้างสรรค์ผลงานของตัวท่านเอง ให้ออกมาเข้ากับคำกล่าวที่ว่า “Content is King” นะครับ

“10 เทคนิค การเขียนบทความ / เขียนบล็อก ให้ประสบความสำเร็จ”

1 – กำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการเขียนบล็อก (Blog  Purpose)
2 – ค้นหาข้อมูลก่อนลงมือเขียน (Research)
3 – ตั้งชื่อโพสอย่างมีกึ๋น (Post Title)
4 – กำหนดเค้าโครงของโพส (Post Outline)
5 – รู้จักเขียน Introduction (Post Intro)
6 – ขนาดของบทความ ยาวดีกว่าสั้น (Post Length)
7 – เรียนรู้กฎพื้นฐานของ Onpage SEO
8 – ตกแต่งบทความให้น่าอ่าน
9 – รู้จักโปรโมทเผยแพร่บทความให้คนเห็น
10 – เขียนบทความใหม่ๆอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

ที่มา http://www.webbastard.net/how-to-blogging/
http://goo.gl/HxPgBo

Monday, 23 November 2015

Adobe After Effects CS6 Full + Crack

ดาวน์โหลด Adobe After Effects CS6 Full + Crack สุดยอดโปรแกรมสร้างเอฟเฟกสุดอลังการ | 1.16 GB

Adobe After Effects CS6 คือโปรแกรมที่ใส่ Effect ให้กับ ภาพยนตร์ ในขั้นตอนการตัดต่อ ไฟล์ที่นำเข้ามาใช้ในโปรแกรมนี้ได้เกือบทุกชนิดได้ทั้งภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหว ไฟล์เสียง ยิ่งถ้าเป็นการทำมาจากโปรแกรม 3d แล้วมาทำต่อที่ After Effect จะทำให้งานสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยที่สามารถจะนำไฟล์ทั้งหลายเหล่านี้มาใช้งานร่วมกัน  เพื่อให้ได้งานที่เป็นภาพเคลื่อนไหวชิ้นใหม่ออกมาจากโปรแกรม  After  Effects อย่างสมบูรณ์ โปรแกรม After Effects CS6 หน้าที่หลักคือใช้ทำ Video Composite หรืองานซ้อนภาพวีดีโอ, การบันทึกเสียง, การทำเสียงพากย์, การใส่ดนตรีประกอบ, การทำตัวอักษรให้เคลื่อนไหว รวมถึงงานทางด้านการตกแต่งเพิ่ม Effect พิเศษให้ภาพ อีกทั้งยังใช้กับงานสร้างเว็บไซต์ได้อีกด้วย โดยใช้ควบคู่กับ Adobe Flash เปรียบไปแล้ว โปรแกรม After Effect ก็คือ โปรแกรม Photoshop นั่นเอง เพียงแต่เปลี่ยนจากการทำงานภาพนิ่งมาเป็นภาพเคลื่อนไหวนั่นเอง พื้นฐานการทำงานของโปรแกรมก็ไม่ต่างกัน ดังนั้นจึงเป็นการง่ายต่อการเรียนรู้หากผู้ใช้งานคุ้นเคยกับ Photoshop มาก่อน Adobe After Effects CS6 สามารถใช้ร่วม ร่วมกับโปรแกรมยอดนิยมต่างๆของค่าย Adobe ได้เป็นอย่างดี และการทำ Mastering , การบันทึกผลงานลงเทป DV , VHS และการแปลงไฟล์เพื่อทำ VCD , DVD การทำงานของโปรแกรม After Effects นั้น โปรแกรมจะทำงานในลักษณะที่เป็นการนำไฟล์ที่ทำเอาไว้เรียบร้อยแล้วจากที่อื่นเข้ามาใช้ โดยไฟล์ที่จะนำมาใช้งานโปรแกรม After Effects สามารถเป็น ไฟล์ใด ๆ ก็ได้แทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นไฟล์ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และไฟล์เสียง โดยที่สามารถจะนำไฟล์ทั้งหลายเหล่านี้มาใช้งานร่วมกัน เพื่อให้ได้งานที่เป็นภาพเคลื่อนไหวชิ้นใหม่ออกมา
ระบบปฏิบัติการ : Windows XP/ Vista / 7 / Windows 8 and 8.1
ผู้พัฒนา : Adobe Systems
License : Shareware
ภาษา : Multilingual
ขนาด : 1.16GB
ประเภทไฟล์ : RAR
รหัสผ่าน : ไม่มี
สถานะ : ทดสอบแล้ว
ยาแก้ไอ : Crack
วิธีการติดตั้ง : ไม่มี
ปรับปรุงเมื่อ : 14/12/2014
Download
Part1>>> http://ouo.io/j60AM

Part2>>> http://ouo.io/k75TE




Saturday, 21 November 2015

Ulead VideoStudio 11plus

Ulead VideoStudio 11 บางทีเราก็อยากที่จะเก็บภาพวิดีโอ ทำ การตัดต่อวิดีโอด้วยตนเอง ไม่ต้องไปจ้างใครให้มาทำให้ ให้ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่แล้วด้วยความที่เรานั้นก็ไม่ได้เรียนทางด้านนี้มาด้วย ก็อาจที่จะเป็นการยากมากที่จะต้องมาทำแบบนี้ เพราะว่าความถนัดในสายการเรียนของเรานั้นแต่ละอย่างนั้นไม่เหมือนกัน แต่บางทีความต้องการของเรานั้นอาจจะเหมือนกัน เช่น เวลาเราทำงานส่งอาจารย์แล้วต้องมีเรื่องของการถ่ายวิดีโอตัดต่อวิดีโอเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเรานั้นก็อาจจะไม่ค่อยถนัดทางด้านนี้สักเท่าไหร่นัก ดังนั้นใครหลาย ๆคนจึงต้องอยากที่จะให้มี โปรแกรมการตัดต่อวิดีโออย่างง่ายของมือสมัครเล่นบ้างนั่นเอง และด้วยปัญหาที่ว่าเรานั้นไม่สามารถทำได้นั้นจะหมดไป เพราะว่าวันนี้เรามีโปรแกรมการตัดต่อวิดีโอที่เรียกได้ว่าทำง่ายอย่างมากมานำเสนอให้ทุกคนนั้นได้รู้จักกันนั่นก็คือ โปรแกรมที่มีชื่อว่า Ulead VideoStudio นั่นเอง หลายคนอาจจะคุ้นหรือว่ารู้จักกันแล้ว แต่สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก โปรแกรมตัดต่อวีดีโอ นี้วันนี้เราจะมากบอกกันว่าโปรแกรมนี้มีดีอย่างไร
Ulead VideoStudio 11 เป็น โปรแกรมตัดต่อวิดีโอฟรี อย่างง่ายสำหรับมือสมัครเล่น แต่ผลงานที่ออกมานั้นถือว่า เป็นการตัดต่อวิดีโอที่เรียกได้ว่า การตัดต่อวิดีโอแบบขั้นเทพนั่นเอง ซึ่งเป็นโปรแกรมการตัดต่อวิดีโอที่ช่วยให้คนที่ไม่เคยตัดต่อวิดีโอมาก่อนก็สามารถที่จะทำได้อย่างง่าย ด้วยการพัฒนาของโปรแกรม นี้ช่วยให้คุณนั้นสามารถที่ตัดต่อวิดีโอได้อย่างรวดเร็วและออกมาในรูปแบบการตัดต่อวิดีโอที่ดีได้ ด้วยคุณสมบัติอันเปี้ยมล้นของโปรแกรมนี้ นั้นสามารถทำให้คุณทำไฟล์วิดีโอในระดับคุณภาพ HD ได้และอีกทั้งยังสามารถที่จะแปลงไฟล์วิดีโอให้ออกมาได้หลายรูปแบบอีกด้วยค่ทุกอย่างของโปรแกรม Ulead VideoStudio 11 นี้จะเป็นเรื่องง่ายอย่างมาก
Ulead  VideoStudio 11
แต่ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นของการทำงานของโปรแกรมอะไรก็ตาม คุณก็ต้องที่จะลองศึกษาก่อนไว้บ้างก็ดี เพื่อที่การทำงานออกมานั้นจะได้ไม่ผิดหวัง หรือว่าทำการทดลองใช้งานก่อนได้ สามารถที่จะทำการทดลองการใช้งานได้ภายใน 30 วันค่ะ รับรองได้เลยว่า ถ้าได้ใช้งานโปรแกรม Ulead VideoStudio 11 แล้วจะไม่มีการผิดหวังอย่างแน่นอน ด้วยการใช้งานที่ง่ายและมีเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการตัดต่อวิดีโอมากมายให้เลือกสรรมาปรับแต่งในการตัดต่อกัน

download

VideoStudio Pro X8


  VideoStudio Pro X8  คือซอฟต์แวร์ตัดต่อวิดีโอที่ง่ายและรวดเร็ว VideoStudio Pro X8 จะมีส่วนร่วมกับการทำหนังของคุณมาขึ้น คุณสมบัติใหม่ของสมาร์ทจะใช้เวลาแก้ไขงานประจำออกจากทางของคุณ ทำให้คุณสำรวจตัวเลือกความคิดสร้างสรรค์ใหม่ที่น่าตื่นเต้นมาก คุณสมบัติใหม่กับการหลบเสียงซึ่งจะตรวจหาเสียงโดยอัตโนมัติ และคำบรรยายเพื่อให้พื้นหน้า และพื้นหลังของเสียงที่สมดุลกัน คุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ช่วยให้ง่ายต่อการจัดการคลิป รวมโครงการ และกลับมาใช้ตัวกรองที่กำหนดเอง และการเปลี่ยน ได้รับการสร้างสรรค์กับวัตถุที่ซ้อนทับใหม่, Video Masking, ตรึงกรอบ และโบนัส effects จาก NewBlue การเข้าถึง 6 สัปดาห์ของการฝึกอบรมฟรีจาก StudioBacklot.tv ที่จะเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว และเรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคการแก้ไขขั้นสูง ด้วยการพิสูจน์ประสิทธิภาพการทำงานแบบ 64 บิต และการรองรับหลายรูปแบบ รวมทั้ง XAVC S, VideoStudio Pro X8 ใหม่ ทำให้รวดเร็ว และสนุกกับการสร้างภาพยนตร์ที่คุณจะรักที่จะแบ่งปันกัน

download

วิธีการติดตั้งโปรแกรม Adobe Premiere Pro CS6

วิธีการติดตั้งโปรแกรม Adobe Premiere Pro CS6 ง่าย สะดวก พร้อมโหลด
 ดาวน์โหลดโปรแกรม : ดาวน์โหลดโปรแกรม Adobe Premiere Pro CS6 จากที่นี่คลิก
ดาวน์โหลดคู่มือการติดตั้งสำหรับ : เป็นคู่มือการเรียนการสอน, รายงาน, เอกสารประกอบการอบรม, คู่มือติดตั้งแบบออฟไลน์, เอกสารประกอบการลงโปรแกรม

ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบไฟล์ที่ได้ทำการดาวน์โหลดมา

Step 1 Checking out your downloaded files.

 ขั้นตอนที่ 2 การทำแยกไฟล์ออกมา (คอมพิวเตอร์จำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรม WinRAR)

Step 2 Extract downloaded file (WinRAR much installed in your computer)

 ขั้นตอนที่ 3 ใส่รหัสผ่านในการแยกไฟล์ ระหัสผ่านสามารถดดูได้จากที่นี่ คลิกดูรหัสผ่าน

Step 3 Input password of downloaded file. You can view the password here.
 ขั้นตอนที่ 4 รอให้โปรแกรม WinRAR ทำการแยกไฟล์ให้สำเร็จ จะใช้เวลาประมาณ 10 นาที หากไฟล์ที่ดาวน์โหลดมา มีความสมบูรณ์ จะสามารถแยกไฟล์ได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ

Step 4 Waiting for WinRAR's extract all file. It's take about 10 minute, And if file that you download is good you'ii not receive any error.

 ขั้นตอนที่ 5 เมื่อทำการแยกไฟล์สำเร็จ ภายในโฟลเดอร์จะพบกับไฟล์มากมาย ให้เลือก Setup.exe และดับเบิลคลิกใช้งาน หรือ คลิกขวาเลือก Run as Administrator เพื่อความเสถียรในการติดตั้งโปรแกรม

Step 5 When the extract is finish . you'll able to see a lot of file. Just looking for "Setup.exe" and double-click it of right click and choose "Run As Administrator"
Run as Administrator

 ขั้นตอนที่ 6 อาจเกิดขึ้นเฉพาะบางเครื่อง ไม่สำคัญเท่าใด สามารถกด Ignore ผ่านได้เลย

Step 6 sometime you can see this issue ,ฺฺBut it's ok just Ignore it


 ขั้นตอนที่ 7 โปรแกรมติดตั้งจะทำการโหลดไฟล์ ซักครู่

Step 7 Installer is working please wait and relax.

 ขั้นตอนที่ 8 เลือกวิธีการติดตั้งโปรแกรม โดย แต่ละวิธีมีความหมายดังนี้

    Install - เหมาะสำหรับผู้ที่มีรหัสผ่านที่ได้ซื้อมาจาก บริษัท Adobe ซึ่งจะสามารถใช้ได้ถาวร ถูกต้องตามกฏหมาย
    Try - เหมาะสำหรับการทดลองใช้งานโปรแกรม โดยมีระยะเวลาจำกัด

Step 8 Choose your installation type there mean is

    Install - For people that have Serial Number from Adobe Inc.
    Try - For people that didn't have any serial number and want to test is software.

 ขั้นตอนที่ 9 อ่านข้อตกลงในการใช้งาน กด Accept

Step 9 Agreement please accept.


ขั้นตอนที่ 10 โปรแกรมจะแจ้งว่าจะติดตั้งโปรแกรมอะไรบ้างกดปุ่ม Install

Step 10 Installer tell you about software that will be install.


 ขั้นตอนที่ 11 เมื่อระยะเวลาในการติดตั้งโปรแกรมเสร็จสิ้น จะพบกับหน้าจอแสดงความยินดี

Step 11 When the Installer is finish , you'll able to see this page.

 ขั้นตอนที่ 12 ค้นหาโปรแกรม Adobe Premiere Pro CS6 จาก Metro UI ของ Windows 8.1

Step 12 Find the "Adobe Premiere Pro CS6" from  "Metro UI" on "Windows 8.1"


ขั้นตอนที่ 13 โปรแกรม Adobe Premiere Pro CS6 ติดตั้งเสร็จสิ้น และสามารถใช้งานได้อย่างไม่มีปัญหา

Step 13 Programs is work fine. and finish install.

 หมายเหตุ (์Note.)

    ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากการไม่ปิดอินเตอร์เน็ตระหว่างการติดตั้งโปรแกรม
    Close your internet connection will solve error.
    ห้ามเปิดโปรแกรมอื่น หรือโปรแกรมใดๆ ระหว่างการติดตั้งโปรแกรมนี้ โดยเฉพาะ เบราวเซอร์
    Don't open any Internet browser when still installing software.
    ตรวจสอบพื้นที่ภายใน Drive C ของท่านด้วย
    Checking drive C: before install software.
    ระบบปฏิบัติการที่ใช้งานแล้วไม่มีปัญหามักจะเป็น สถาปัตยกรรม 64 Bit
    Most Operating System 64Bit Architecture is the best.
    ทดสอบการติดตั้งด้วย ระบบปฏิบัติการ Windows 8.1 Professional สถาปัตยกรรม 64Bit
    We testing with Windows 8.1 Professional 64Bit Architecture
    ระยะเวลาในการทดสอบจะสิ้นสุด ทำให้ไม่สามารถ ใช้งานโปรแกรมได้ต่อ มีวิธีแก้ไข 3 แบบคือ
    Trial software will be finish. so you can't use next,The way to use have 3 ways
        สั่งซื้อผลิตภัณฑ์จาก Adobe Inc
        Buy a License key from Adobe Inc or Partners
        ติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ ล้างข้อมูล Drive C ทิ้งทั้งหมด
        Reset or Fresh install OS
        แคลกระบบ (ไม่แนะนำ)
        Crack (not recomment)


ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่าน ที่เข้ามาเยี่ยมชมวิธีการติดตั้งที่ผมได้จัดทำขึ้นมา
Thanks you for visit how to install software
หากมีข้อสงสัยประการใด สามารถฝากข้อมูลสอบถามได้ภายในเว็บครับ
any problem you can post inside comment or facebook


Adobe Premiere Pro cs6

Adobe Premiere คือโปรแกรมตัดต่อไฟล์วิดีโอ (Video) และไฟล์เสียง (Audio) เพื่อนำมาประกอบกันเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายที่สุด โดยเป็นหนึ่งในโปรแกรมตระกูล Adobe ที่ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตัวโปรแกรมมีประสิทธิภาพ และความสามารถที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งหน้าตาของโปรแกรมที่พัฒนาให้ใช้ได้ง่าย มีการทำงานที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนมากนัก
โดยเราสามารถจับภาพและเสียงมาวาง (Drag & Drop) ลงบนไทม์ไลน์(Time line) เคลื่อนย้ายได้อิสระโดยไม่จากัดจำนวนครั้ง และไม่มีการสูญเสียของสัญญาณภาพและเสียง เพียงแต่เราต้องมีทักษะที่ดีในการใช้โปรแกรมและความคิดสร้างสรรค์

การตัดต่อไฟล์วิดีโอซึ่ง ผสมผสานไฟล์วิดีโอหลาย ๆ ไฟล์ให้เรียงต่อกันแล้วนำมาผ่านกระบวนการตัดต่อ ใส่เอฟเฟค ปรับเสียง สร้างชื่อเรื่องข้อความ จนกระทั่งได้ไฟล์ภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ รวมทั้งมีการเคลื่อนไหวและมีการเปลี่ยนฉากที่ลงตัว จากนั้นยังสามารถแปลงไฟล์ที่เสร็จแล้วไปเป็นไฟล์ในรูปแบบต่าง ๆ
Adobe Premiere Pro สามารถผลิตงานคุณภาพสูงได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการสร้างไฟล์คุณภาพ หรือแปลงไฟล์ให้ได้รูปแบบสื่อวีดิโอที่หลากหลาย เช่น การแปลงไฟล์ ให้ได้รูปแบบสื่อวีดิโอที่หลากหลาย เช่น การแปลงไฟล์เป็น DV,DVD,CD,VCD,SVCD เป็นต้น นอกจากนั้นยังสามารถทำงานกับไฟล์ภาพนิ่งและภาพต่อเนื่อง ได้ เช่น TIFF , TIFF Sequence, PCX,Al Sequence เป็นต้น


Adobe Premiere Pro CS6 Overview
Well there are couple of tools already available in Market for Video editing. But Adobe just entered in market with amazing Adobe Premiere Pro CS6. This is state of the art video editing complete suite.
 not just a simple movie editing application where few effects are supported. But it is complete multimedia production quality video editing software.
Just get Adobe Premiere Pro CS6 Free download and enjoy its huge bundles features. Hundreds of video mixing effects are included. You can add animations in videos as well. Changing or audio adding is very simple in Adobe Premiere Pro CS6 software. This has professional enterprise level functions to support movie editing. So in short this is all in one software for video and movie editors professionals.
Features of Adobe Premiere Pro CS6
Supports Streamlined Editing.
Improved Stunning Workflows
Expanded Native Format Support.
Enhanced Multicam Editing
Link and Locate Easily
Precise Audio Control and Monitoring
Lumetri Deep Color Engine
Adobe Anywhere Integration
Edit more Efficiently
Closed Captioning
Mercury PlayBack Engine
High-Fidelity Interchange
Adobe Story Panel
Multiple GPU Export Support.
Real Time Performance
End to End Metadata Workflow
Word-Class Effects

Adobe Premiere Pro CS6 System Requirements
Processor: Intel Core 2 Duo 64 Bit
4 GB RAM Minimum
4 GB Hard Disk
Windows 7 SP 1, Win 8.1 / Win 8

Technical Setup Details of Adobe Premiere Pro CS6
Software Name: Adobe Premiere Pro CS6 6.0.0 LS7 Multilanguage
File Name: Adobe_Premiere_Pro_CS6_6.0.0_LS7_Multilanguage.zip
Full Setup Size: 1.1 GB

download
                                                    
http://85.25.103.132/Getintopc.com/Adobe_Premiere_Pro_CS6_6.0.0_LS7_Multilanguage.zip?md5=iLMjLHZeibR8pSEYvPhcVQ&expires=1448810166

Friday, 20 November 2015

รวมเว็บสำหรับคนชอบpost

This summary is not available. Please click here to view the post.